Sherlock

สวัสดีค่ะ ห่างหายจากการเขียนฟิกไปนาน ตอนนี้อิชั้นได้กลับมาแล้ว มาพร้อมกับ Fic BBC Sherlock เรื่องใหม่ อันมีชื่อว่า "221b ดาวพระศุกร์" ค่ะ แน่นอนว่ามันต้องเป็นการ smash up ระหว่าง ดาวพระศุกร์ และ BBC Sherlock โดยดาวพระศุกร์ที่อิชั้นใช้เป็นจุดอ้างอิงคือดาวพระศุกร์เวอร์ชั่น พี่หนุ่มศรรามกับพี่กบสุวนันท์ค่ะ เพราะเวอร์ชั่นอื่นอิชั้นไม่สามารถหามาดูได้ 55555 
 
ตัวฟิกยังไม่ออกมานะคะ ออกมาแค่บทนำค่ะ แน่นอนว่ามันยังไม่ขำหรอก เหอๆๆๆ 
 
เรื่องนี้เชอร์ล็อกยังอายุน้อยนะคะ ทุกคนอายุใกล้เคียงเดิม มีแต่เชอร์ล็อกนี่แหละที่อายุน้อยกว่าคนอื่น คือประมาณ 20 ปี... ถ้านึกไม่ออก เอารูปนี้ไปดูค่ะ eheheheh หัวเราะแบบพี่ทอมฮิ
 

 
เอา ซาวน์แทร็คไปฟังคลอค่ะ 
 

ส่วนเพลงนี้ไม่ใช่ซาวน์แทร็ค แต่แบบว่าติดอะ ช่วงนี้ ... เจอบล็อกคุณคนนี้โดยบังเอิญค่ะ เพราะมากเลย หาโหลดไม่ได้ด้วยนะตามยูทูป ... ไม่เกี่ยวอะไรกับฟิกเราเลย 5555
 
------------------------------------------
 

บทนำ  

คืนนนนนนี้ เป็นคืนเดือนแรมมมม  

 

นายแพทย์วัทสันเดินขโยกเขยกไปตามถนน แม้จะขาไม่ค่อยดี แต่ด้วยความที่อยากกินบรรยากาศละแวกนี้เขาจึงเลือกเดินชมตึกชมถนนยามค่ำคืน แทนการเลือกโบกแท็กซี่ 

 

จะว่าไปวันนี้เป็นวันดี ถ้าเทียบกับทุกๆวัน เพราะตั้งแต่กลับจากรบที่อัฟกานิสถานเมื่อสี่ปีที่แล้ว ชีวิตเขาก็สวิทช์กลับจากสนามรบมาเป็นคลินิกหมอเหมือนสมัยก่อน แต่มันก็ไม่ได้ราบเรียบอย่างที่คิดไว้ กลับกลายเป็นว่าเขาต้องเปลี่ยนหลายคลินิก ที่อยู่อาศัยก็เปลี่ยนหลายหน แม้กระทั่งแฟนก็ยังเปลี่ยนหลายคน

 

ไม่มีอะไรลงตัว...

 

อย่าว่าแต่แฟนที่ต้องนอนร่วมเตียงเดียวกันเลย…แค่เพื่อนร่วมแฟล็ต ยังหาเป็นตัวเป็นตนอยู่ทนๆกันยังไม่ได้

 

อะไรมันเกิดขึ้นกับชีวิตเขากันแน่…ทำไมคนที่ควรจะมีชีวิตที่มั่นคงอย่างเขา จึงต้องระเห็จระเหเร่ร่อนเหมือนเจ้าไม่มีศาลแบบนี้ ดีนะที่ก่อนไปรบ เขาเป็นถึงนายแพทย์ หากทำอาชีพอื่น ไม่รู้ป่านนี้จะไปนอนอยู่ในกล่องไหนบนถนนอะไรไปแล้ว

 

วันนี้เขามีงานต่อตอนค่ำเป็นงานที่วิกเตอร์เทรเวอร์เพื่อนยากหยิบยื่นมาให้ เพราะหมาเจ้ากรรมของวิกเตอร์ดันไปกัดคนคนนึงเข้า เลยจะแสดงความรับผิดชอบโดยการส่งหมอไปดูแลถึงบ้าน...ซึ่งจอห์นก็ชอบไปตามบ้านคนมากกว่าอยู่คลินิกอยู่แล้ว เพราะนอกจากพาร์ทเจ็บไข้ได้ป่วยแล้ว เขายังได้เห็นวิถีชีวิตในด้านอื่นๆของพวกเขาด้วย ,แต่มันก็แอบน่าเบื่อเพราะคนไข้ตามบ้านส่วนมากก็จะมาพิมพ์เดียวกัน คือเป็นชนชั้นกลางระดับสูงขึ้นไปจนถึงรวย ไม่มนุษย์เงินเดือนก็เจ้าของกิจการ นอกจากเครื่องเรือนเเล้วก็ไม่มีอะไรให้เขาดูมากนัก

 

งานตอนค่ำย่ำดึกที่ว่ามันเริ่มจากอยู่ๆตอนบ่ายไมค์แสตมฟอร์ดเท็กซ์มาหาเขาว่าวิกเตอร์ เพื่อนที่หล่อที่สุดในกลุ่มเอฟโฟร์ฝากถามว่า ในระหว่างเขาสองคน,จอห์นหรือไมค์ก็ได้...หากใครว่างเย็นนี้ อยากให้ไปช่วยรักษาใครสักคนที่บ้านหลังหนึ่งที่ถนนเบเกอร์ เขาเลยตอบไปหาวิกเตอร์ว่าตกลงเขารับงานนี้ แล้ววิกเตอร์ที่รีบไปสอนเลยบอกให้เขาไปคุยกับไมค์เเทนเพราะไมค์รู้จักคนคนนี้


และไมค์ก็ได้ให้รายละเอียดทั้งที่อยู่ ต้องทำตัวยังไง และต้องให้เข้าไปในเวลากี่โมง เนื่องจากที่นี่มันคนเยอะ มีทั้งพนักงานบริการและแขกเต็มไปหมด และคนไข้รายนี้จะต้องเลิกงานดึก

 

ไมค์ยังบอกด้วยว่า คนไข้เป็นโสเภณีชื่อดัง ที่ดังแค่ในหมู่ไฮโซที่ชอบลองของ ยังไม่เคยมีใครโค่นลงได้ อยู่ในห้องที่ชื่อ "ดาวศุกร์" ห้องเดียวที่มีชื่อของตึก ตั้งอยุ่บนชั้นสาม

 

 “คนไข้ขายตัวหรือเป็นแชมป์สภามวยโลกเนี่ย โค่นอะไรกัน แขกนะไม่ใช่ผู้ท้าชิง” JW

 

“แชมป์หรือเปล่าไม่รู้แต่ที่แน่ๆคือต่อยเจ็บ...ไม่ได้โดนเองหรอกนะ แขกคนอื่นเล่ามา”  MS

 

“S&M?" JW

 

"ไม่หรอก แล้วแต่คนน่า...เอาเป็นว่าเด็ดแล้วกัน" MS ไมค์ย้ำว่าเด็ด จอห์นเลยถามไปว่า เด็ดยังไง ใครเด็ด ทำไมต้องเด็ด…ปล่อยจนบานเต็มต้นไม่ได้หรือ...แต่ไมค์ก็ไม่ยอมตอบเก็บอุบพิกุลทั้งต้นทั้งดอกไว้ในปากไม่ให้ร่วงออกมาเลยแม้แต่กลีบเดียว


"เอาหนะ...ไปเหอะ เดี๋ยวก็รู้" MS

 
"ไปหากินไมได้ไปซื้อกิน จะมาเด็ดทำไม ถ้าคืนนี้จะได้ทิ่มได้แทงอะไรสักอย่างก็คงเป็นเข็มฉีดบาดทะยักนั่นแหละ" JW แล้วก็เล่าต่อว่า ถึงอยากได้ก็ไม่มีตังจะไปซื้อ แล้วจะซื้อทำไมก็ไม่รู้ รูปโป๊เต็มคอม อยู่คนเดียวก็ตำข้าวสารกรอกหม้อลูบครกลูบสากตะบันเรื่อยๆเปื่อยๆ พอฟินๆอิ่มๆไปเป็นมื้อๆ เหมือนพวกคนจนในหนังสือการ์ตูนชวนขันนั่นแหละที่วาดรูปปลาเค็ม แล้วตักข้าวมากินแกล้ม

 

พูดไปไมค์ก็หาว่าจอห์นทะลึ่งแก่นเซี้ยวใหญ่แล้ว จอห์นก็ไม่รู้ว่าจะมาว่าเขาลามกจกเปรตทางอ้อมทำไม รูปโป๊ในคอมจอห์นก็หามาด้วยน้ำพักน้ำแรง เสิร์ชก็เสิร์ชเอง ค่าเน็ตก็ออกไปตรวจโรคฉีดยาหามาจ่ายเอง ขอตังใครที่ไหน แล้วรูปโป๊ก็คนอื่น ไม่ใช่แอบถ่ายเมิงสักหน่อยจะมาเดือดร้อนทำไม

 

ไมค์เลยขอโทษขอโพยที่ล้ำเส้น แล้วอธิบายว่า ที่ไม่ได้ส่งรูปให้จอห์นดู เพราะไม่เคยถ่ายต่างหาก จอห์นเลยยิ้มออกที่เพื่อนไม่ได้ใจจืดใจดำอะไรกะเขา พอจอห์นสบายใจแล้ว บวกนัดแนะเสร็จหมด เลยปิดเคสโทรศัพท์ เตรียมรับคนไข้รายต่อไป แต่ใจเขาก็ยังประหวัดถึงเรื่องนี้ มันก็แปลกตั้งแต่ไอ้วิกเตอร์มาเที่ยวโสเภณีคู่หมั้นก็มีเป็นตัวเป็นตน แถมยังงงว่าทำกันยังไงทำไมมีหมาไปกัดคุณเธอได้

จอห์นยิ้มให้กับตัวเองเพราะนึกๆแล้วก็น่าสนใจดี วันนี้เขาไม่ต้องไปตามบ้านไปดูตู้โชว์ เกียรติบัตร ถ้วยรางวัล  เฟอร์นิเจอร์ กับวอลเปเปอร์บนฝาบ้านอีกแล้ว เพราะมันไม่ใช่แค่บ้าน แต่นั่นมันคือ....


เอ้อ... โฮมออฟฟิซ....


นั่นแหละ จะเรียกอะไรมันก็คือโฮมออฟฟิซ เพราะเจ้าตัวทำงานที่บ้าน มันก็ไม่ผิดอะไรที่จะเรียกแบบนี้...ดูน่าตื่นเต้นดีแต่ก็ไม่อยากจะให้ความหวังตัวเองมาก เพราะทุกครั้งที่คิดว่าอาจจะมีอะไรเกิดขึ้น พอเอาเข้าจริง เมื่อไปถึงหน้างานมักจะเฟลทุกที เหมือนแกะห่อของขวัญที่จับฉลากได้ที่คลินิกในวันคริสต์มาส หมอคนอื่นห่อกล่องซะสวย เปิดมาก็ไม่เห็นจะมีอะไรดีไปกว่าเน็คไท ผ้าเช็ดตัว คัฟลิง น้ำหอม ปากกา…ทำไมหมอคลินิกนี้ไมีแต่ตังความคิดสร้างสรรค์ไม่เห็นจะมี…งานจับของขวัญคริสท์มาสที่ทำงานนี่มันเทศกาลหลอกให้อยากแล้วจากไปสำหรับเขาชัดๆ…เขาจึงนึกจะเดินวนเล่นสักรอบสองรอบในละแวกนี้เพื่อเลี้ยงไอเดียชวนตื่นเต้นไว้ในหัวนานๆ

 

ก่อนจะไปพบกับคุณเธอที่คงเป็นแค่แผลเหวอะหวะจากหมากัด เขาเช็คแผลให้ สั่งยานิดหน่อย

 

แล้วก็กลับบ้าน…

 

 

….กลับไปเปิดลิ้นชักดูปืนที่อยู่แยกจากลูกกระสุนของเขาเหมือนทุกๆวัน…

 

 

….. คิดไว้สี่ห้าปีแล้วว่า วันไหนเขาทนกับตัวเองไม่ไหว คงให้ปืนกะลูกมาอยู่ด้วยกันในกะโหลกเขาสักที ดูซิจะเป็นยังไง จะหายเบื่อไหม…

 

 

คิดแล้วก็หมดอารมณ์สุนทรีย์

 

จอห์นแหงนมองฟ้าอย่างเซ็งๆ แต่ยังไม่ทันได้ถอนหายใจเพื่อเป็นฟินาเล่ของช่วงที่คิดอะไรดราม่าๆ... บังเอิญตาเขาจับภาพอะไรแว้บๆไหวๆได้ คล้ายกับใครสักคนทะยานผ่านตึก จริงๆแว้บแรกเขานึกว่าเห็นกระหังเลยกะจะถ่ายคลิปแล้วส่งเรื่องจริงผ่านจอ แต่พอหันไปมองเต็มตา เขาเห็นว่าเป็นบุคคลที่ใส่ผ้าคลุมไหล่ไม่ก็โค้ท ดังนั้นเขาจึงเปลี่ยนคำว่ากระหัง เป็นแบ็ทแมน...แบ็ทแมนเหวี่ยงอะไรสักอย่างลูกโตๆคล้ายๆกระเป๋าไปตึกถัดไปแล้วก็กระโดดตามกระเป๋าไปอีกที  จอห์นหันไปรอบๆก็ไม่เห็นว่าจะมีใครมองบุคคลนั้นเหมือนอย่างเขา จอห์นมองคนบนถนนคนอื่นๆ สลับไปมากับพ่อแบ็ทแมนบนยอดตึก จนแน่ใจว่าไม่มีใครมองจริงๆ น่าจะเป็นเพราะยอดตึกมันพ้นไฟถนนไปแล้ว แถมคืนนี้เป็นคืนเดือนแรมจนเกือบเดือนดับ ฟ้าก็มืดเลยมองเห็นแค่เป็นเงาๆกำลังเคลื่อนไหว ถ้าไม่ว่างจริงๆหรือบังเอิญคงไม่สังเกตเห็น

 

แม้ว่าจอห์นคิดว่าจะกลับไปเขียนบล็อกเป็นครั้งแรกสักหนึ่งประโยค

 

 “วันนี้ผมเจอแบ็ทแมน”

 

เพราะเขาเคยได้การบ้านจากหมอบำบัดอาการ PTSD ของเขาว่า ให้ลองเขียนบล็อกมานานชาติแล้ว วันนี้แหละเพิ่งสบโอกาส


เพราะที่ผ่านมา ไม่ใครมีอะไรน่าสนใจเกิดขึ้นจนต้องเขียนถึงเลย...


แต่แย่หน่อยที่มันคงจะเป็นเอ็นทรี่ย์สุดท้ายของเขาในบล็อก ในรอบหลายๆปีนี้

 

เพราะนั่นไม่ใช่แบ็ทแมน … แต่เป็นแค่ฟรีรันเนอร์

 

ไอ้ไหวๆบนบ่านั่นก็คงเป็นแค่เสื้อโค้ท ไม่ใช่เสื้อคลุม

 

และเพราะไม่ใช่แบ็ทแมนนั่นแหละ

 

จึงไม่ต้องการโรบิ้น…

 

จอห์นส่ายหน้า แล้วยิ้มออกมา…ไม่รู้เขาเผลอนึกไปได้ยังไงเกี่ยวกับการไปเป็นโรบิ้นของแบ็ทแมน..เขานึกขันตัวเอง แต่ก็ไม่ถึงกับขันเป็นไก่ แม้จะคิดว่าตัวเองบ๊อง แต่ก็ไม่ละสายตาจาก “แบ็ทแมน” เขาเห็นร่างนั้นโยนของแล้วกระโดดข้ามตึกตามไปจนถึงตึกที่สี่ แต่คราวนี้เซเล็กน้อยและหยุดยืนสะบัดแขนสองสามที ก่อนหันมามองเขาอยู่แว่บหนึ่ง…เหมือนรู้ว่าเขาจ้องอยู่ ... จ้องไม่กี่อึดใจมนุษย์ผ้าคลุมก็หันกลับและมุ่งหน้าเดินทางไม่นานก็ลับสายตา ฉากหลังเหลือแต่ท้องฟ้าที่ขาดพระจันทร์ เห็นเพียงดาวดวงใหญ่สุกใสอยู่ปลายฟากฟ้าที่มืดสนิท

 

 

ดาวประกายพรึก…

 

 

 

ขึ้นทางตะวันตก...



งั้นก็ไปทิศเดียวกับเราเลยสินะ…

 

 

จอห์นวัทสัน เลี้ยวซ้ายไปทางทิศตะวันตกเพื่อตรงไปยังสถานที่นัดหมายโดยลืมเรื่องที่เขาตั้งใจจะเดินเล่นเปะปะรอบเมือง ชื่นชมกระดาษห่อของขวัญก่อนที่จะเปิดกล่องออกมาพบเพียงปากกาลูกลื่นราคาแพงที่ใช้ได้แค่เซ็นชื่อเท่านั้น

 

 

 

เอาเหอะ… ไหนๆวันนี้ก็มีอะไรจะเขียนแล้วนี่…

 

 

 

งานนี้จะน่าเบื่อเหมือนงานอื่นๆจะเป็นอะไรไป…

edit @ 24 Jul 2014 11:59:22 by concuben

[Fic] BBC Sherlock : Johnlock, Dust to Dust.

posted on 10 Jun 2014 22:49 by concuben in Not-Mine, Sherlock directory Fiction, Entertainment
สวัสดีค่ะ นี่ไม่ใช่ฟิกเรานะคะ เป็นฟิกของน้องขิม มาฝากโพสท์ค่ะ ใครอ่านแล้วชอบติชมได้เลยนะคะน้องเขาเพิ่งเขียนครั้งแรกค่ะ 
 
------------
สวัสดีฮะ มาแนะนำตัว เราชื่อ ขิม นะ
 
วันนี้เราเอาฟิคที่เราแต่งเองเรื่องแรกมาให้ ไม่รู้ว่าจะถูกใจกันหรือเปล่า เพราะเรื่องนี้มันเป็นเรื่องแรกของเรา
 
เรายังแต่งฟิคไม่เก่งเท่าไหร่นะ แค่มือใหม่ฝึกแต่ง เรื่องนี้เป็นผลงานชิ้นแรกของเราเลยนะ //ย้ำทำไมบ่อย ฮ่าา
 
 
วิพากษ์วิจารณ์ได้เต็มที่เลยนะคับ จะแรงจะเบาเรารับได้หมดคับ เราไม่ว่า ^^
 

ส่วนไหนที่ยังไม่ชอบ ก็บอกได้เลยนะคับ จะได้นำไปปรับปรุงใหม่ 
 
 
ฟังเพลงเพื่ออรรถรสนิดๆหน่อยเนอะ 
 
 
ปล.เราเป็นคนฟังเพลงแนวนี้ ถ้าใครไม่ชอบก็ขออภัยด้วยนะคับ 
 
---------------------------------------------------------------------
 
 
 
 
           “เชอร์ล็อค!!! นายต้องไม่เป็นไรนะ อยู่กับฉันก่อน อย่าเพิ่งเป็นอะไรไปนะเชอร์ล็อค” จอห์นบอกกับเชอร์ล็อคที่นอนอยู่ข้างๆเขามาตลอดทางตอนที่ขับรถมาโรงพยาบาล ขับรถเป็นบ้างไม่เป็นบ้างก็ช่างหัวมันประไร  ขืนรอรีเฟอร์ ชาติหน้านู่นแหละกว่าจะได้ไป
 
พอถึงโรงพยาบาลจอห์นก็รีบอุ้มเชอร์ล็อคลงจากรถ แล้ววางเชอร์ล็อคลงบนเตียงฉุกเฉิน “เร็วๆหน่อยสิ ชักช้าแบบนี้ เพื่อนฉันตายพอดี” จอห์นสะโกนใส่บุรุษพยาบาลสองสามคนที่วิ่งหน้าตาตื่นมา
 
“ขอโทษครับ คุณหมอ” บุรุษพยาบาลคนหนึ่งพูดขึ้น พร้อมเข็นเตียงฉุกเฉินกึ่งเดินกึ่งวิ่งไปทางห้องฉุกเฉิน
 
จอห์นวิ่งตามรถพยายามเรียกชื่อเชอร์ล็อค “อย่าเพิ่งเป็นไรไปนะเชอร์ล็อค นายห้ามตายเด็ดขาดนะ”
 
พอถึงหน้าห้องฉุกเฉิน พยาบาลที่เข้าเวรอยู่ก็วิ่งหน้าตาตื่นมา
“คุณหมอมีอะไรหรือเปล่าคะ เป็นอะไรหรือเปล่าคะ” จะไม่ให้ตกใจได้ยังไง เลือดเต็มตัวจอห์นขนาดนั้น
 
“ไม่ต้องมาถามอะไรมาก ผมไม่มีเวลามาอธิบายอะไรตอนนี้ ไปเตรียมชุดผ่าตัดมาให้ผม ผมจะเข้าผ่าตัด” จอห์นสั่งพยาบาลคนนั้น
 
เธอทำหน้างึกๆงักๆ เพราะไม่เคยเห็นหมอผู้อัธยาสัยดี ใครๆก็รัก ใครๆก็ชอบ กำลังโมโห
 
“เร็วๆสิ!!!! ชักช้าขนาดนี้ ใครจะเอาไปทำเมีย ห้ะ!!!” นางพยาบาลสะดุ้ง แล้วรีบวิ่งไปตามคำสั่งของหัวหน้า
 
จอห์นวิ่งเข้าไปในห้องผ่าตัด เพื่อเข้าไปหาเชอร์ล็อคที่นอนอยู่บนเตียงรอผ่าตัด เขาเดินเข้าไปพูดเบาๆที่ข้างหูเชอร์ล็อค
 
“ฉันจะดูแลนายเอง ฉันสัญญา” เขาไม่สนว่าเชอร์ล็อคจะได้ยินคำนั้นหรือเปล่า แต่เขาสัญญาแล้ว ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม เขาต้องทำให้เชอร์ล็อคปลอดภัยให้ได้....
 
 
 
.... ผู้ช่วยหมอกับพยาบาลหลายๆคนต่างทำหน้าตกใจ บ้างก็หันหน้าซุบซิบว่าหมอจอห์นแกเป็นอะไร วันนี้ก็ไม่ใช่เวรแกซะหน่อย ทำไมอยู่ดีดีก็โผล่พรวดพราดเข้ามาในห้องผ่าตัด แถมสีหน้าก็ไม่ค่อยดีด้วย ปรกติผ่าตัดให้เคสอื่น ยังทำหน้าเฉย บางทีก็ปล่อยมุกทั้งทั้งที่คนไข้กำลังจะตายคามือ แค่ไม่อยากให้เครียดกัน หมอเลยอยากปล่อยมุก ฮาบ้างไม่ฮาบ้าง ปะปนกันไป แค่เพิ่มสีสันให้ห้องผ่าตัด เครียดขนาดนี้ หมอก็ประสาทกินพอดี  แต่เคสนี้ไม่มีใครกล้าถามอะไรหมอจอห์น เพราะคนไข้รายนี้คือ 

 
“เชอร์ล็อค โฮล์มส์”  



เมื่อครึ่งชั่วโมงก่อนหน้านี้..

“ปัญญาอ่อนป่ะวะ อยู่ดีดีก็พูดคนเดียว เดี๋ยวๆก็ยิ้ม” เชอร์ล็อคพูดกับจอห์นที่นั่งอยู่ที่เก้าอี้นวมตัวประจำของเขา
เชอร์ล็อคกำลังนั่งดูซีรีส์ของคุณนายฮัตสันที่เอาให้ ส่วนจอห์นก็นั่งกินบะหมี่
 
“ว่าให้แต่คนอื่น ทีนายยังเคยพูดเลย” จอห์นพูดขึ้น เชอร์ล็อคทำหน้าหงิกหน้างอ ไม่เถียงกล้าอะไร เพราะที่จอห์นพูดมันก็จริง 
 
 
สักพักจอห์นลุกขึ้นแล้วกำลังออกไปนอกบ้านพร้อมกับถุงเศษอาหาร
 
“นายจะไปไหนน่ะ?” เชอร์ล็อคถามขึ้น
 
“เอาข้าวไปให้ลูกแมวเฉยๆ ไม่ต้องตามมาก็ได้” จอห์นบอกเชอร์ล็อค
 
“งืมงืม..” เชอร์ล็อคไม่มอง ยิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งยุ พอจอห์นปิดประตูห้อง เขาก็แอบเดินตามจอห์นลงมาชั้นล่าง จอห์นเดินข้ามถนนไปที่ซอกตึกฝั่งตรงข้ามแฟลต
 
“เมี้ยวเมี้ยว .. มานี่มา ฉันเอาข้าวมาให้พวกแกด้วยนะเจ้าแมวน้อย” จอห์นนั่งยองๆกับพื้นเพื่อเรียกลูกแมวสองสามตัวแถวๆหน้าแฟลต จอห์นกำลังแกะถุงพลาสติกแล้วเทใส่กระดาษแถวๆนั้นให้ลูกแมว จู่ๆก็มีเสียง “ตู้ม!!!” อย่างแรงที่กลางถนน....

จอห์นหันไป เห็นเชอร์ล็อคนอนอยู่กลางถนน จอห์นทิ้งถุงอาหารลงกับพื้นทันทีแล้วรีบวิ่งไปหาเชอร์ล็อคที่นอนจมอยู่กับกองเลือด
 
“เชอร์ล็อค!! นายตามมาทำไม ฉันบอกแล้วไม่ต้องตามมาก็ได้” จอห์นดุเชอร์ล็อคด้วยน้ำเสียงแหบพร่า น้ำตาของจอห์นไหลมาเป็นสาย
 
“ฉันขอโทษ จอห์น...แค่ก แค่ก” เชอร์ล็อคที่นอนอยู่บนตักจอห์นพูดพร้อมกับสำลักเลือด
 
“ไม่ต้องพูดอะไรเยอะ ฉันจะพานายไปโรงพยาบาล” พูดแล้วจอห์นก็พยุงเชอร์ล็อคอย่างทุลักทุเลไปที่รถแล้วให้เชอร์ล็อคนอนที่เบาะข้างคนขับ
 
“อดทนไว้ก่อนนะเชอร์ล็อค นายอย่าเพิ่งเป็นอะไรไปนะ อยู่กับฉันก่อน” จอห์นพูดกับเชอร์ล็อคพลางปาดน้ำตาที่อยู่บนใบหน้าเขา แล้วรีบขี่รถตรงดิ่งไปยังโรงพยาบาลที่เขาทำงานอยู่

ในห้องผ่าตัด..
 
 
“นายจะต้องปลอดภัย เชอร์ล็อค” ประโยคสุดท้ายที่จอห์นพูดกับเชอร์ล็อคก่อนจะสวมชุดผ่าตัดอย่างรวดเร็ว
 
 
“มีดล่ะ?” จอห์นถามหามีดเพื่อที่จะผ่าเอาเศษกระจกที่อยู่ตรงท้องของเชอร์ล็อคออก
 
“อดทนหน่อยนะเชอร์ล็อค” เขาพึมพำกับตัวเอง
 
 
“ชีพจร?” จอห์นถามอีกครั้ง
 
“ปกติค่ะ” ผู้ช่วยแพทย์ตอบพร้อมกับซับเหงื่อให้กับจอห์น 
 

“ฉันขอโทษ จอห์น..” เสียงของเชอร์ล็อคยังคงดังก้องอยู่ในหัวของจอห์น
 
“นายไม่ต้องมาขอโทษอะไรทั้งนั้นเลยเชอร์ล็อค คำขอโทษมันไม่มีประโยชน์หรอก ถ้าพูดแล้วนายจะต้องไปจากฉัน” จอห์นคิดในใจ
 
 
 
“ตอนนี้มีแค่นายเท่านั้นที่สำคัญที่สุดในชีวิตของฉัน..” จอห์นพูดกับตัวเอง 

 
 
 
...การผ่าตัดยังดำเนินต่อไปราวๆ สามชั่วโมง…

“เชอร์ล็อคปลอดภัยแล้ว..” จอห์นยิ้มน้อยๆให้กับตัวเอง
 
“ดีใจด้วยนะคะคุณหมอ เพื่อนคุณหมอปลอดภัยแล้ว” พยาบาลหนึ่งในทีมแพทย์พูดขึ้นมา
 
“ขอบคุณมากนะทุกคนที่ช่วยเพื่อนผม” จอห์นคลี่ยิ้มบางๆให้กับทีมแพทย์ 
 
 
 
 
 
 

ห้อง 221 : 
    
       ชื่อ : เชอร์ล็อค โฮล์มส์ 
       อายุ : 37 ปี
       แพทย์ : นายแพทย์จอห์น วัตสัน

 
 
เชอร์ล็อคค่อยๆลืมตาขึ้นมาอย่างช้าๆทีละข้าง เขาพบว่าตัวเองอยู่ภายในห้องสีขาวทรงสี่เหลี่ยม ด้านนอกเป็นต้นไม้สูงใหญ่ ดวงอาทิตย์กำลังขึ้น เขาพบว่าที่ขาและแขนของเขามีอะไรสีขาวๆแข็งๆหุ้มอยู่ เขาเหลือบไปทางมือด้านขวาของเขาที่วางอยู่ข้างลำตัวพร้อมกับมีใครบางคนฟุบนอนกุมมือของเขาเอาไว้ ตอนนี้สมองของเขาเบลอไปหมด ไม่พร้อมที่จะอนุมานอะไรทั้งนั้น
 
เชอร์ล็อคกระตุกนิ้วน้อยๆพอให้คนคนนั้นรู้สึกตัว เขาเงยหน้าขึ้น เชอร์ล็อคตกใจเล็กน้อยกับคนตรงหน้า 
 
 
 
“อ่าว..เชอร์ล็อค ตื่นแล้วเหรอ? ยังเจ็บแผลอยู่ไหม? อย่าเพิ่งขยับเยอะนะ” จอห์นรีบถามด้วยความเป็นห่วง ทั้งทั้งที่ตัวเองเพิ่งตื่น ใต้ตาของเขาดำคล้ำ เพราะว่าไม่ได้นอนทั้งคืน 
 
 
 
“ฉันอยู่ไหนเนี่ย? โอ้ยย” เชอร์ล็อคถามงงๆ แล้วหันไปมารอบทิศ จนคอเขาลั่นดักก๊อก
 
“หันเบาๆสิ เดี๋ยวก็คอหักหรอก” จอห์นเอ็ดเชอร์ล็อคแล้วรีบเอามือไปประคองคอเชอร์ล็อคไว้
 
“ตอนนี้นายอยู่โรงพยาบาล นายปลอดภัยแล้วแหละ” จอห์นบอกเชอร์ล็อค
 
“แต่.. นายจะซ่าเหมือนเดิมไม่ได้หลายวันเลย ดูสิ.. ทั้งแขนหัก ขาหัก คอเคล็ด เศษกระจกบาดท้อง ดีนะมันไม่บาดลึกกว่านี้ ไม่งั้นนายอาจจะตายไปแล้วก็ได้” จอห์นยิ้มเยาะ เอานิ้วจิ้มเฝือกเชอร์ล็อคเบาๆ 
 
 
“แหม๋ มาทำเป็นพูด ทีตอนนั้นห้ามไม่ให้ฉันตาย” เชอร์ล็อคทำเสียงจิ๊จ๊ะ เบะปาก แล้วหันหน้าไปทางอื่น
 
 
“โอ๋โอ๋ แค่นี้ก็งอน” จอห์นปัดปอยผมที่อยู่บนหน้าเชอร์ล็อค
 
“งั้นนอนพักผ่อนเถอะ ฉันไม่กวนละ” จอห์นบอกกับเชอร์ล็อคแล้วลุกขึ้นเดินออกจากห้องไป
 
 
“เดี๋ยวผมกลับมานะ ผมจะกลับไปที่แฟลตหน่อย ผมไปเตรียมของมาเฝ้าเชอร์ล็อคน่ะ” จอห์นบอกกับพยาบาลเวร
ที่มาเช็คอาการเชอร์ล็อค
 
“ค่ะ ได้ค่ะ คุณหมอไม่ต้องห่วงนะคะ เดี๋ยวฉันดูแลเอง” พยาบาลบอกกับจอห์น
 
 
“ขอบคุณครับ” พูดจบ จอห์นก็รีบวิ่งไปที่ลิฟท์ รีบขึ้นรถกลับไปที่แฟลต


 
 
“ขอโทษนะคะที่รบกวน.. ฉันมาเช็คอาการให้คุณน่ะ” พยาบาลบอกกับเชอร์ล็อคที่นอนเหม่อออกไปนอกหน้าต่าง
 
“จอห์นไปไหน?” เชอร์ล็อคเบือนหน้าไปทางอื่น
 
 
“คุณหมอ ไปเตรียมของมาเฝ้าไข้คุณน่ะค่ะ” พยาบาลตอบเชอร์ล็อคแล้วเดินมาเช็คอาการของเชอร์ล็อค จดอะไรบางอย่างลงในใบบันทึกผล
 
 
“เมื่อคืนนี้ หลังจากคุณหมอเขาผ่าตัดให้คุณเสร็จ ก็นั่งเฝ้าคุณทั้งคืนเลย ฉันก็บอกว่าจะดูแลคุณให้ แต่หมอเขาก็ไม่ฟัง เอาแต่นั่งเฝ้าคุณจนถึงเช้า เมื่อกี้เพิ่งกลับไป เดี๋ยวสักพักหมอก็คงมาจะแล้วแหละค่ะ” พยาบาลที่เฝ้าไข้แทนจอห์นพูดต่อหลังจากเช็คอาการของเชอร์ล็อคเรียบร้อย 
 
 
“อืม.. ผมขออยู่คนเดียวได้ไหม?” เชอร์ล็อคคลี่ยิ้มน้อยๆให้กับพยาบาลแทนการขอบคุณ
 
 
“ค่ะ ถ้ามีอะไรให้เรียกนะคะ ฉันจะอยู่ที่หน้าห้องของคุณนะคะ” พยาบาลยิ้มแล้วเดินออกจากห้องไป ปล่อยให้เชอร์ล็อคนอนอยู่ที่ห้องคนเดียว
 
 
เชอร์ล็อคนอนคิดอะไรเรื่อยเปื่อย นึกย้อยไปถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ จู่ๆเขาก็เกิดปวดหัวจี๊ดขึ้นมา จอห์นเดินเข้ามาในห้องพอดี 
 
 
“เชอร์ล็อค??” จอห์นหน้าตาร้อนรน วิ่งเข้ามาหาเชอร์ล็อค
 
 
“ฉันปวดหัว จอห์น!” เชอร์ล็อคหลับตาแล้วเอามือข้างขวากุมหัวของตัวเองอย่างแรง
 
 
“อย่าเพิ่งคิดอะไรมากๆตอนนี้นะเชอร์ล็อค นอนพักก่อน” จอห์นค่อยๆดึงมือของเชอร์ล็อคออกจากหัว แล้วปรับเตียงของเชอร์ล็อคลง 
 
 
“ขอบคุณมากนะจอห์น ที่ดูแลฉันเป็นอย่างดี ถ้าฉันไม่มีนาย ฉันคงตายไปแล้ว…” เชอร์ล็อคเอื้อมมือไปจับมือของจอห์นไว้แล้วฝืนยิ้มให้จอห์น
 
 
“ไม่เป็นไรหรอก นายเองก็เป็นเพื่อนฉัน ทำไมฉันจะไม่ช่วยนายล่ะ” จอห์นพูดแล้วยิ้มให้กับเชอร์ล็อค เชอร์ล็อคค่อยๆหุบยิ้ม เขารู้สึกผิดหวังเล็กๆกับคำพูดของจอห์นที่เพิ่งพูดออกไป แค่เพื่อนเองเหรอ?
 
 
“อืม.. นายเองก็ไปพักบ้างนะ ดูสิหน้าโทรมหมดแล้ว” เชอร์ล็อคเอามือตีหน้าผากจอห์นเบาๆแล้วยิ้ม
จอห์นไม่พูดอะไร นั่งลงข้างๆเชอร์ล็อค
 
“นอนเหอะ พูดอยู่นั่นแหละ” จอห์นอมยิ้ม แล้วเอื้อมมือไปดึงผ้าห่มมาห่มให้เชอร์ล็อค...


 
 
 
 
 
 
 
 
“นับวันอาการเชอร์ล็อคยิ่งดีขึ้นนะ หมอ” หมอคนหนึ่งที่ค่อนข้างสนิทกับจอห์นพูดขึ้นระหว่างยืนรอลิฟท์ด้วยกัน
 
 
“ใช่แล้ว ฉันว่าอีกไม่กี่วันก็จะให้เชอร์ล็อคกลับบ้านได้แล้วแหละ” จอห์นพูดแล้วยิ้ม
 
 
“แหม๋ จะไม่ให้ดีขึ้นได้ไง มีคนดูแลดีขนาดนี้ หิวก็ป้อนข้าว เบื่อก็พาไปเดินเล่น ..ถามจริงเหอะ เป็นไรกันมากกว่าเพื่อนป่าวเนี่ย?” หมอคนนั้นแซวจอห์น
 
 
“บ้าเหรอ? หมอนั่นมันก็เพื่อนฉันนะ จะให้ทิ้งไปไม่ดูดำดูดีมันก็เกินไปนะเห้ย” จอห์นแย้งแต่ยังยิ้มหน้าแดง
 
 
“เหร้อออ แล้วจะหน้าแดงทำไม หึ้?” เขายังคงแซวจอห์นต่อไป
 
 
“พูดอะไรวะเนี่ย วุ้ยยยย” จอห์นแสร้งหันหน้าไปทางอื่นแต่ยังยิ้มอยู่
 
 
 
“จะขึ้นไหม? ลิฟท์มาแล้วโว้ย เขินอยู่นั่น” หมอคนนั้นตะโกนเรียกจอห์น
 
 
“อ่าว มาแล้วเหรอ?” จอห์นทำหน้าเอ๋อ เดินตะกุกตะกักเข้าไปในลิฟท์

 
 
 
“หวัดดี เชอร์ล็อค” จอห์นยิ้มทักทายแล้วเดินเข้าไปหาเชอร์ล็อคที่นอนดูทีวีอยู่บนเตียง
 
 
“จอห์น.. ฉันอยากกลับบ้านแล้ว เมื่อไหร่จะได้กลับ? ฉันเบื่อที่นี่แล้ว อนุมานจนไม่รู้จะอนุมานอะไรแล้ว นอกจากมด หนู แมลงสาบ” เชอร์ล็อคบ่น พร้อมละสายตาจากทีวีไปมองจอห์นที่กำลังเดินมา
 
 
“บ่นจริง .. อยากกลับแล้วเหรอ ไม่รอให้อาการดีขึ้นกว่านี้หน่อยล่ะ?” จอห์นอยากให้เชอร์ล็อคพักอยู่นี่ต่อก่อน เพราะถ้าเกิดอะไรขึ้นเขาจะได้มาดูแลทัน อีกอย่างคือไม่อยากให้เชอร์ล็อคอยู่ไกลสายตาของเขา
 
 
“ก็ฉันอยากกลับแล้วอ่ะ ให้ฉันกลับเถอะนะ” เชอร์ล็อคดึงแขนจอห์น ทำเสียงอ้อนสุดฤทธิ์
 
 
“อ่ะๆก็ได้ เดี๋ยวฉันจะไปทำเรื่องให้ละกัน” จอห์นใจอ่อนให้กับเชอร์ล็อค
 
 
“ขอบคุณคร้าบบบ” เชอร์ล็อคยิ้มตาหยีให้จอห์น จอห์นหันหน้าไปทางอื่นแล้วแอบอมยิ้มให้กับความน่ารักของเชอร์ล็อค ...


 
 
 
 
 
บ่ายวันนั้นเอง...
 
 
“จอห์นนนนนนนน ป่ะ กลับบ้านกันนนน” เชอร์ล็อคกำลังสวมรองเท้าอยู่ เขาเปลี่ยนชุดนั่งรอจอห์นตั้งแต่จอห์นยังไม่กลับมาที่ห้อง 
 
 
“เออ เดี๋ยวสิ เร่งจังเลย” จอห์นบ่นปอดแปดออกมาจากห้องน้ำ 
 
 
เชอร์ล็อคเงยหน้าจากการงมผูกเชือกรองเท้าด้วยมือข้างขวากับแขนซ้ายที่ยังใส่เฝือกอยู่ เชอร์ล็อคจ้องมองจอห์น เหมือนหลุดเข้าไปในภวังค์ ที่ตอนนี้เสื้อกับใบหน้าของจอห์นเปียกด้วยน้ำ ตอนนี้ผมของจอห์นตั้งขึ้นแล้วเสยไปทางด้านหลัง กระดุมเสื้อของเขาปลดลงมาสามเม็ด
 
 
 
“ข้างนอกร้อนมากเลยเชอร์ล็อค”จอห์นบ่นงุบงิบแล้วก้มลงผูกเชือกรองเท้าให้เชอร์ล็อค
 
 
“อือ..” เชอร์ล็อคเงียบไปแล้วนั่งมองจอห์นที่กำลังผูกเชือกรองเท้าให้เขาอยู่
 
 
“เป็นไร ไม่บ่นอยากกลับบ้านแล้วเรอะ?” จอห์นเงยหน้าขึ้นมามองเชอร์ล็อคที่นั่งจ้องเขาอยู่
 
 
“ปะ..เปล่า ไม่มีไร รีบกลับเหอะ คิดถึงมิสซิสฮัตสันจะแย่อยู่แล้ว” เชอร์ล็อครีบหันไปมองทางอื่น รีบเปลี่ยนเรื่อง
 
 
“ป่ะ งั้นก็ไปกันเถอะ” จอห์นดึงเชอร์ล็อคให้ยืนขึ้น ตอนนี้เชอร์ล็อคเพิ่งถอดเฝือกที่ขาออกได้ไม่กี่วันเอง 


 
 
 
 
 
ห้อง 221B เบเกอร์สตรีท.
 
 
“โอ้..เชอร์ล็อค เป็นยังไงบ้าง?” มิสซิสฮัตสันเดินมาเปิดประตูให้จอห์นกับเชอร์ล็อคหลังจากได้รับโทรศัพท์จากจอห์นว่าเชอร์ล็อคกำลังกลับจากโรงพยาบาล
 
 
“ดีขึ้นจนเกือบหายเป็นปกติแล้วครับ” จอห์นตอบแทนเชอร์ล็อค ที่ตอนนี้กำลังมองว่ามีอะไรเปลี่ยนไปในห้องของตัวเองบ้าง 
 
 
“อ่อ ดีแล้วแหละ ฉันเป็นห่วงแทบแย่” มิสซิสฮัตสันยิ้มให้กับเชอร์ล็อคแล้วจับแขนเชอร์ล็อคเบาๆ  
 
“งั้นฉันไม่กวนพวกเธอสองคนก็แล้วกัน” ว่าแล้วมิสซิสฮัตสันก็เดินลงไปห้องของตัวเอง
 
 
 
“นั่งนี่ก่อน เดี๋ยวฉันไปจัดห้องไว้ให้” จอห์นพยุงเชอร์ล็อคไปนั่งลงตรงเก้าอี้นวมตัวประจำของเชอร์ล็อค
 
 
“จอห์น..” เชอร์ล็อคเดินมาในห้องนอนแล้วเรียกจอห์นเบาๆ
 
 
“หืม? ว่าไงเชอร์ล็อค” จอห์นกำลังจัดเตียงอยู่มองหน้าเชอร์ล็อค
 
 
“ฉันขอโทษนะที่ตอนนั้นฉันแอบเดินตามนายมา ขอโทษทำให้เรื่องแย่ๆแบบนี้มันเกิดขึ้น” เชอร์ล็อคนั่งลงที่ปลายเตียงช้าๆ
 
 
“ไม่เป็นไรหรอก นายไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว ดีกว่าจู่ๆนายตายไป ใครจะมากวนประสาทฉันทุกวี่ทุกวัน แล้วอีกอย่างฉันก็คงจะไม่มีความสุขแบบนี้ถ้าไม่มีไอ้เด็กโข่งอย่างนายมาคอยตามฉันไปนู่นมานี่” จอห์นพูดยิ้มๆแล้วตบบ่าเชอร์ล็อคเบาๆ เพราะกลัวเขาเจ็บ
 
 
“จอห์น ฉันมีอะไรอยากจะบอกนาย” เชอร์ล็อคก้มหน้ามองหน้าตักตัวเอง มือของเขาที่กุมอยู่ระหว่างขา เอื้อมมาจับมือของจอห์นเอาไว้
 
 
“อืม..ว่ามาสิ” จอห์นบีบมือเชอร์ล็อคเบาๆแล้วยิ้ม 
 
 
“นายอยากรู้ไหม ทำไมฉันถึงตามนายลงมา” เชอร์ล็อคถามแล้วมองหน้าจอห์น
 
 
“อืม.. จำได้สิ ทำไมเหรอ?” จอห์นทำหน้านึกสักครู่แล้วตอบเชอร์ล็อค
 
 
“ตอนนั้น ฉันแค่อยากแกล้งนายเฉยๆ แล้วตอนฉันกำลังข้ามถนน รถที่ไหนไม่รู้ก็มาชนฉัน” เชอร์ล็อคบอกกับจอห์น แล้วทำหน้าเหมือนลูกหมาหง๋อย
 
 
“อืม.. ไม่เป็นไรหรอก ช่างมันเถอะ มันผ่านมาแล้ว” จอห์นยิ้มให้เชอร์ล็อค แล้วพูดต่อ
 
“นายอยากนอนพักหน่อยไหม เชอร์ล็อค?” จอห์นถาม 
 
 
 
“ก็ได้..” เชอร์ล็อคตอบเสียงเบา แล้วจอห์นก็ปล่อยให้เชอร์ล็อคอยู่ในห้องคนเดียว

 
 
 
พอจอห์นเดินออกไปได้ไม่นาน เชอร์ล็อคก็หยิบโทรศัพท์ศัพท์ขึ้นมาแล้วต่อสาย
 
“ฮัลโหล... ผมขอสั่งจองโต๊ะอาหารแบบพิเศษไว้หน่อยครับ...........” เชอร์ล็อคกรอกเสียงลงไปในโทรศัพท์
 
พอเรื่องเสร็จเรียบร้อย เขาก็วางสายแล้วล้มตัวลงนอน เปลือกตาค่อยๆปิดลง แล้วเขาก็หลับไป
 


“จอห์น ไปดินเนอร์กับฉันไหม?” เชอร์ล็อคเดินออกมาจากห้องแล้วถามจอห์นที่กำลังเขียนบล็อคอัพเดตความเคลื่อนไหวของตัวเองและเชอร์ล็อค
 
 
“นายไปสั่งไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่?” จอห์นขมวดคิ้ว แล้วมองไปทางเชอร์ล็อค
 
 
“เอาน่า จะไปไหม?” เชอร์ล็อคเดินไปหยิบของจุกจิกขึ้นมากิน
 
 
“แล้วแต่นายละกัน ถ้าอยากนายอยากให้ฉันไปด้วย ฉันก็จะไปกับนาย” จอห์นพูดพลางยิ้มให้เชอร์ล็อค
 
 
“งั้นตอนเย็นก็เตรียมตัวด้วยละกัน เดี๋ยวฉันออกไปซื้อของด้านนอกแป้บนึง” เชอร์ล็อคพูดแล้วเดินไปหยิบโค้ทตัวเดิมมาปัดฝุ่น เขาสวมมันด้วยแขนข้างเดียวจากนั้นก็เดินออกไปจากห้องพัก

 
 
 
 
 
 
 
 
 
“จอห์น เสร็จยัง?” เชอร์ล็อคยืนรอจอห์นอยู่หน้ากระจกหลังจากแต่งตัวเสร็จเรียบร้อย
 
 
“เสร็จแล้วๆ” จอห์นรีบเดินออกมาจากห้องนอน พร้อมกับติดกระดุมเสื้อที่ปลายข้อมือของเขา
เชอร์ล็อคนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง
 
“วันนี้ดูดีนะเนี่ย ไปทำอะไรมาหรือเปล่าครับคุณหมอของผม” เชอร์ล็อคยิ้มหลังจากยืนมองจอห์นสักพัก
 
“เนคไทนายเบี้ยวแหน่ะ” เชอร์ล็อคเดินเข้าไปแล้วขยับเนคไทให้จอห์น เชอร์ล็อคได้กลิ่นน้ำหอมที่คุ้นเคยของจอห์น
 
“หอมจัง...” เชอร์ล็อคยิ้มตาหยีให้จอห์น
 
 
“ธรรมดาแหละ” จอห์นหัวเราะ
 
 
“ป่ะ ไปกันเถอะ” เชอร์ล็อคจัดเนคไทให้จอห์นเสร็จก็เดินนำจอห์นลงไปชั้นล่าง
 
 
 
 
 
“เดี๋ยวฉันขับเองก็ได้ แขนฉันหายแล้ว” เชอร์ล็อคเปิดประตูฝั่งที่นั่งข้างคนขับให้กับจอห์น
 
 
“แน่ใจนะว่าขับไหว?” จอห์นเลิกคิ้วแล้วถามเชอร์ล็อค เพราะแขนของเชอร์ล็อคยังใส่เฝือกอยู่ แต่ก็ยอมเข้าไปนั่งโดยดี
 
 
“แน่ยิ่งกว่าแน่อีก” เชอร์ล็อคยิ้มแล้วปิดประตู แล้วเดินไปเปิดประตูเข้าไปฝั่งที่นั่งคนขับแล้วขับรถออกไป

 
 
 
 
 
 
 
 
ร้านอาหารใจกลางเมืองลอนดอน..

“สวัสดีครับ ยินดีต้อนรับครับ” บริกรหนุ่มคนหนึ่งเปิดประตูต้อนรับจอห์นกับเชอร์ล็อค แล้วเดินนำไปที่โต๊ะอาหารที่เชอร์ล็อคจองไว้
 
 
 
“ขอบคุณครับ” เชอร์ล็อคกล่าวขอบคุณบริกรแล้วเดินไปเลื่อนเก้าอี้ให้จอห์น
 
“นั่งก่อนสิ จอห์น” เชอร์ล็อคเรียกให้จอห์นมานั่งหลังจากเห็นสีหน้าอ้ำๆอึ้งของจอห์น
 
 
“นายจองโต๊ะนี่เหรอเนี่ย?” จอห์นทำหน้าเหลือเชื่อ 
 
 
“ฉันก็แค่อยากทำอะไรดีดีกับนายบ้างแค่นั้นแหละจอห์น” เชอร์ล็อคยิ้มให้จอห์นแล้วใช้นิ้วเคาะโต๊ะเป็นจังหวะ
 
 
“แต่นี่มันโต๊ะสำหรับคู่รักนะเชอร์ล็อค ดูสิเทียนหอมเอย ดอกกุหลาบเอย โรแมนติกจั๊ง จะจีบฉันรึไง หะ?” จอห์นหัวเราะ
 
 
“แล้วให้จีบไหมล่ะ?” เชอร์ล็อคยื่นหน้าเข้ามาหาจอห์น แล้วยิ้มตาหยี
 
 
“ไอ้บ้า!!” จอห์นเอาสมุดรายการอาหารมาปิดหน้า 
 
 
“หึหึ..” เชอร์ล็อคพ่นเสียงออกทางจมูกเบาๆ
 
 
“จอห์น..” เชอร์ล็อคเรียกจอห์นที่แกล้งตั้งหน้าตั้งตาอ่านรายการอาหาร
 
 
“หืม?” จอห์นโผล่หน้าแดงๆของเขาออกมาจากสมุดครึ่งหน้าแล้วมองเชอร์ล็อค  
 
 
“นายอ่านหนังสือกลับด้านแน่ะ ฮ่าฮ่าฮ่า” เชอร์ล็อคชี้หน้าจอห์นแล้วหัวเราะดังลั่น
 
 
“อ่าว...” จอห์นก้มมองรายการอาหาร เออก็ถูกของมัน จอห์นยิ้มแก้เขิน แล้ววางหนังสือลง
 
 
 
“จอห์น...ฉันมีอะไรจะบอก” เชอร์ล็อคเรียกจอห์นแล้วก้มหน้าลง
 
 
“ว่าไง..” จอห์นจ้องหน้าเชอร์ล็อค พลางคิดว่ามันจะเล่นมุกอะไรของมันอีก
 
 
“......” เชอร์ล็อคเงียบ แล้วเงยหน้าขึ้นมองจอห์น
 
 
“…...” จอห์นเงียบ มองหน้าเชอร์ล็อคอย่างสงสัย
 
 
 
“ฉัน...” เชอร์ล็อคพูดแล้วหยุดไปช่วงหนึ่ง
 
 
“ฉันอะไร?” จอห์นคาดคั้น เลื่อนหน้าเข้าไปใกล้ๆเชอร์ล็อค แล้วเอียงคอดูว่าเชอร์ล็อคมีอะไรผิดปรกติหรือเปล่า
 
 
 
“ฉัน...รัก..นาย..” เชอร์ล็อคหน้าแดงแล้วก้มหน้ามองพื้น
 
 
 
“หือ?” ปรกติจอห์นก็ตาโตอยู่แล้ว แต่ตอนนี้ตาเขาเบิกกว้างกว่าเดิมอีก เขายืนขึ้นแล้วยื้อมือเข้าไปอังหน้าผากเชอร์ล็อค
 
“นายเป็นอะไรหรือเปล่าเนี่ย?” จอห์นถามเอาสองมือของเขาประคองหน้าเชอร์ล็อคให้เขาเงยหน้าขึ้น
 
 
 
“ฉันรักนาย” เชอร์ล็อคพูดเสียงเบา แล้วเงยหน้าขึ้นมองจอห์น
 
 
 
“ฉันพูดจริงๆนะจอห์น” เชอร์ล็อคย้ำ
 
 
จอห์นเงียบไปครู่หนึ่งแล้วนั่งลง บรรยากาศเริ่มเงียบ 
 
 
 
“นายไม่จำเป็นต้องรักฉันกลับก็ได้นะ แต่ยังไงฉันก็ยังจะรอวันนั้นอยู่ ฉันแค่อยากบอกนาย ให้นายรู้ไว้..” เชอร์ล็อคก้มหน้าพูดต่อ น้ำตาเริ่มคลอเบ้า 
 
 
 
“จริงๆแล้ว....” จอห์นพูดขึ้นมาพร้อมกระแอมเสียง เอามือกระสานกันแล้วเอาคางเกยไว้
 
 
“จริงๆแล้วฉันก็รักนายเหมือนกัน เชอร์ล็อค” จอห์นพูดออกไปแล้วยิ้มให้เชอร์ล็อค 
 
 
“ฉันเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า ฉันรักนายจริงๆหรือเปล่าหรือแค่เพื่อน แต่พอมาถึงวันที่นายโดนรถชน ฉันถึงเข้าใจตัวเอง ว่าฉันขาดนายไม่ได้...” จอห์นบอกแล้วยิ้มให้เชอร์ล็อคน้ำตาไหลออกมาจนได้
 
 
“ไม่เอาสิ อย่าร้องไห้ ฉันไม่อยากเห็นนายร้องไห้นะเชอร์ล็อค” จอห์นเอื้อมมือไปปาดน้ำตาเชอร์ล็อคออก
 
 
“ฉันเองก็คิดอยู่ว่านายจะคิดแบบเดียวกันกับฉันไหมแต่ฉันก็ไม่กล้าก็พูดอะไรออกไป ฉันกลัวเสียนายไป” เชอร์ล็อคจับมือจอห์นที่อยู่บนแก้มของเขาเอาไว้ 
 
 
“เอาน่า... ไม่ร้องนะ ดูสิเนี่ย นายทำฉันจะร้องไห้ตามแล้วนะ” จอห์นยิ้ม นัยน์ตาของเขาเริ่มชื้น
 
 
“ก็ได้..” เชอร์ล็อคยิ้มทั้งน้ำตาแล้วลุกขึ้นไปกอดจอห์น จอห์นลุกขึ้นรับเอากอดจากเด็กชายเชอร์ล็อคที่ตัวโตกว่าเขา 
 
 
“ขอบคุณนะจอห์น ขอบคุณนะที่ดูแลฉันมาตลอด ขอบคุณนะที่ไม่ทิ้งฉันไปไหน ขอบคุณจริงๆจอห์น” เชอร์ล็อคพูดเบาๆพลางเอาคางเกยไหล่จอห์น
 
 
“ไม่เป็นไรหรอก เชอร์ล็อค ที่ฉันทำไป ฉันก็ทำเพราะฉันรักนายนั่นแหละ” จอห์นตอบเชอร์ล็อค ขอบคุณอุบัติเหตุครั้งนี้จริงๆที่ทำให้เชอร์ล็อคเปลี่ยนไปเป็นคนละคน
 
 
“หอมซิ” เชอร์ล็อคหอมแก้มจอห์น
 
 
“จุ้บนะ” เชอร์ล็อคจุ้บที่ปากจอห์นเบาๆ
 
 
“จูบเลยละกัน” เชอร์ล็อคไม่รอคำตอบ เขาประกบปากของเขาเข้ากับปากของจอห์นทันที จอห์นได้แต่รับความรู้สึกของฝ่ายตรงข้ามอย่างเดียว ทำได้แค่หลับตา เชอร์ล็อครับรู้ถึงริมฝีปากบางๆของจอห์นที่ค่อยๆขยับรับริมฝีปากของเขา ด้วยความที่จอห์นตัวเล็กกว่าเขาเยอะ ทำให้เขาต้องโน้มตัวลงไปใกล้ๆจอห์น
 
 
เชอร์ล็อคค่อยๆถอดริมฝีปากของตัวเองออก มองหน้าจอห์นแล้วสอดมือเข้าไปใต้คางของจอห์น โน้มเอาหน้าผากของตัวเองลงไปชนกับหน้าผากของจอห์น
 
“จอห์น ฉันรักนายนะ นายรักฉันไหม?” เชอร์ล็อคยิ้มให้จอห์น จอห์นยิ้มแต่ไม่พูดอะไร
 
 
“รักฉันไหม?” เชอร์ล็อคถามแล้วจูบลงไปที่ปากเขาเบาๆแล้วถอนริมฝีปากออก แต่จอห์นก็ยังเงียบอยู่
 
 
“หือ? รักฉันไหม?” เชอร์ล็อคถามอีกครั้ง
 
“ไม่ตอบใช่ไหม? งั้น...” เชอร์ล็อคกำลังจะจูบลงไปอีกครั้ง
 
 
“...รักสิ รักที่สุดเลย” เสียงจอห์นตะกุกตะกักเพราะความเขิน ไม่คิดว่าเชอร์ล็อคจะกล้าทำขนาดนี้
 
 
 
“งั้นก็ดี” เชอร์ล็อคคลายมือออกแล้วเดินไปเลื่อนเก้าอี้ให้จอห์น 
 
 
“หิวหรือยัง สั่งอาหารกันเถอะ” เชอร์ล็อคถามแล้วนั่งลงฝั่งตรงข้ามจอห์น

 
 
 
...ทั้งสองคนนั่งหัวเราะคิกคักๆกันตลอด ผลัดกันป้อน ตักนู่นตักนี่ให้กัน...

 
 
 
 
 
//คลิกเพลงนี้เพื่อให้เข้ากับบรรยากาศหน่อยก็แล้วกัน..(http://www.youtube.com/watch?v=YhatytEAJh4)

 
 
            “จอห์น..” เชอร์ล็อคเรียกจอห์น ... ตอนนี้เชอร์ล็อคจอดรถอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเทมส์ จอห์นไม่พูดอะไรแต่หันหน้ามามองเชอร์ล็อค
 
 
“ฉันรู้นะว่า บางทีที่นายคบกับใครหลายๆคน มันเป็นเพราะว่านายต้องการมีชีวิตที่เป็นฝั่งเป็นฝาเหมือนกันผู้ชายคนอื่นๆ แต่ตอนนี้นายมีฉันอยู่ตรงนี้นะจอห์น ฉันสัญญาว่าจะไม่ทิ้งนายไปไหน ฉันรู้ว่าฉันเองก็ไม่ได้ดีเสมอไป บางทีก็ทำตัวน่ารำคาญ แต่อย่างน้อยฉันก็ได้เห็นนายมีความสุขเวลาอยู่กับฉัน ถ้าฉันไม่ได้เจอกับนายในวันนั้น ฉันอาจจะไม่ได้เจอคำตอบที่ว่าจริงๆแล้วความสุขมันเป็นยังไง แต่ตอนนี้ฉันมีนายอยู่ข้างๆฉัน ฉันได้รักนาย ฉันไม่ต้องการอะไรอีกแล้วในชีวิต นายคือชีวิตของฉันนะจอห์น และฉันก็รักนาย” เชอร์ล็อคปล่อยคำพูดที่อัดอั้นอยู่ภายในใจมานานออกมา
 
 
“ฉันรู้ เชอร์ล็อค ฉันสัญญาว่าฉันจะไม่ทิ้งนายไปไหน ชีวิตที่เหลือของฉัน ฉันจะใช้มันกับนาย แค่นายคนเดียว เชอร์ล็อค ฉันสัญญา” จอห์นเอื้อมมือไปโน้มคอของเชอร์ล็อคเข้ามาใกล้ๆ จอห์นหลับตาแล้วเอาปลายจมูกของเขาชนกับปลายจมูกของเชอร์ล็อค
 
 
 
สักพักจอห์นค่อยๆเลื่อนหน้าออก แล้วเชอร์ล็อคก็ล้วงมือเข้าไปในโค้ทของเขาแล้ว เชอร์ล็อคหยิบกล่องกำมะหยี่เล็กๆสีแดงออกมา
 
 
“แหวนวงนี้ ฉันให้นายนะ ฉันให้ไว้แทนคำสัญญาว่าฉันจะรักนายตลอดไป” เชอร์ล็อคยิ้มหน้าแดงแล้วค่อยสวมมันลงไปที่นิ้วของจอห์น
 
 
 
“ขอบคุณนะ ฉันรักนาย เชอร์ล็อค” จอห์นไม่มีคำใดๆมาอธิบายความในใจของเขาได้มากกว่าคำคำนี้  เขากอดเชอร์ล็อคเอาไว้เนิ่นนาน เขาสัญญากับตัวเองไว้ว่า เขาจะรักเชอร์ล็อคตลอดไป เขาจะไม่ทิ้งเชอร์ล็อคไปไหน เขาจะบอกรักเชอร์ล็อคในทุกๆวันที่เขาตื่นขึ้นมา เขาจะทำทุกๆอย่างให้เชอร์ล็อคเท่าที่คนๆนึงสามารถทำได้ เขาสัญญาว่าจะใช้ชีวิตที่เหลือของเขากับเชอร์ล็อค...
 
 
“ขอบคุณนะที่รักกัน” เชอร์ล็อคพูดเบาๆที่ข้างหูจอห์นแล้วเลื่อนหน้าเข้าไปจูบจอห์นลงไปอีกที....
 
 

 

 

 

*ส่งท้ายนิดนึง*

 

"จอห์นนนน ไม่ไปไม่ได้เหรอ?" เชอร์ล็อคทำเสียงอ้อน น้ำตาคลอเบ้า

"ไม่ได้ ยังไงก็ต้องไป จะเก็บไว้ทำไม ไม่เคืองบ้างหรือไง?" จอห์นพูดไปติดกระดุมเสื้อไป

"ช่างมันสิ ใส่เฝือกละเท่ดีออก อีกอย่างนายจะได้ดูแลฉันตลอดด้วยไง" เชอร์ล็อคยิ้มแป้นให้จอห์น

"ฉันก็ดูแลนายอยู่ทุกวันเนี่ย จะเอาอะไรนักหนาเล่า" จอห์นยืนค้ำเอวมองหน้าเชอร์ล็อค

"เออ ไปก็ได้ ฉันถอดเฝือกออกแล้วไม่ต้องมาคุยกับฉันเลย" เชอร์ล็อคทำหน้างอหันหนีไปทางอื่น

จอห์นเห็นท่าไม่ดีเลยเดินเข้าไปหาเชอร์ล็อค นั่งคร่อมเชอร์ล็อคที่นั่งอยู่ปลายเตียงอีกที พร้อมจ้องหน้าเชอร์ล็อคด้วยสายตาเป็นห่วง  "ไม่เอางี้นะเชอร์ล็อค ไม่ทำแบบนี้สิ ที่ฉันบอกก็เพราะว่าฉันเป็นห่วงนายนะ" 

"เชอะ" เชอร์ล็อคทำเสียงจิ๊จ๊ะ เบือนหน้าหลบสายตาจอห์น

"งั้น.." จอห์นพูดขึ้นเอียงหน้ามองเชอร์ล็อค

เชอร์ล็อคเหลือบมองจอห์นที่หางตาแต่ยังฟอร์มทำหน้างออยู่

"งั้นเดี๋ยวฉันจะเอาเฝือกออกให้นายก็ได้" จอห์นยื่นข้อเสนอ

"โอเคไหม?" จอห์นยังคงถามต่อไป

"ถ้านายทำให้ อะไรฉันก็ยอม" เชอร์ล็อคยิ้มตาหยีให้จอห์นแล้วเลื่อนหน้าเข้าไปชิดกับหน้าของจอห์น แล้วค่อยๆจูบจอห์นเบาๆอย่างทะนุถนอม

"งั้นเดี๋ยวฉันมานะ" จอห์นยิ้มให้แล้วค่อยๆลุกออกจากตักเชอร์ล็อค

 

"อยากเอาออกดีนักใช่ไหม ได้..หึหึ" เชอร์ล็อคพึมพำกับตัวเอง หลังจากจอห์นเดินออกไป

 

 

จอห์นเดินเข้ามาก็เจอกับเชอร์ล็อคที่นอนหลับอยู่บนโซฟาตัวยาว เลยถือโอกาสเดินเข้าไปใกล้ๆเชอร์ล็อค ค่อยๆนั่งคุกเข่าลงกับพื้น เอื้อมมือจับที่แขนของเชอร์ล็อคเบาๆ แล้วค่อยๆดึงเฝือกออกเบาๆ เพราะกระดูกของเชอร์ล็อคเองก็เข้าที่แล้ว และเฝือกก็หุ้มถึงแค่ศอกของเชอร์ล็อค ทำให้ถอดออกได้ง่าย แต่เจ้าตัวแกไม่ยอมเอาออกสักทีไม่รู้ทำไม ว่าแล้วจอห์นก็ค่อยดึงเฝือกออกเบาๆ 

"ฮึ่ม..." เชอร์ล็อคส่งเสียงคำรามออกมาเบาๆ จอห์นสะดุ้งแต่ยังถือแขนของเชอร์ล็อคเอาไว้อยู่ 

"ชู่วว.." จอห์นทำปากจู๋ ปล่อยลมเบาออกมาเบาๆที่ข้างหูของเชอร์ล็อค แล้วค่อยๆก้มหน้าเข้าไปจูบที่หน้าผากของเชอร์ล็อคเบาๆ 

"แป้บนึงนะเชอร์ล็อค ใกล้เสร็จแล้ว" จอห์นพึมพำแล้วค่อยๆปล่อยแขนของเชอร์ล็อค

 

แต่..หารู้ไม่ว่าเชอร์ล็อคไม่ได้หลับจริงๆ 

 

จอห์นเดินเอาเฝือกของเชอร์ล็อคไปเก็บไว้ที่ห้องนอน สักพักก็เดินออกมาที่ห้องนั่งเล่น แต่ก็ต้องผงะเพราะเขาเห็นเชอร์ล็อคนั่งทำตาใสแจ๋วอยู่กับเครื่องคอมพิวเตอร์ของจอห์น พร้อมกับลงรูป รูปหนึ่งลงในบล็อคของจอห์น

 

จอห์นงงเป็นไก่ตาแตก เดินจ้ำอ้าวมาทางด้านหลังเชอร์ล็อคแล้วโผล่หน้าเข้าไปมองดูว่า เชอร์ล็อคกำลังทำอะไร

"หืออ??" จอห์นเลิกคิ้วขึ้นสูง มองไปทางเชอร์ล็อคที่ตอนนี้กำลังยิ้มมุมปากอยู่

"อะไรเนี่ย ไปถ่ายไว้ตั้งแต่ตอนไหน เมื่อไหร่ ยังไง" จอห์นยื่นหน้าเขาไปใกล้ๆจอ พร้อมกับมองหน้าเชอร์ล็อคสลับกัน

"ไม่บอก หึหึ" พูดเสร็จเชอร์ล็อคก็หันหน้าเข้าไปจูบจอห์น ในขณะที่จอห์นเองก็ยังไม่ทันตั้งตัว เพราะกำลังงงอยู่กับรูปที่เชอร์ล็อคโพส และคำบรรยายใต้ภาพที่ว่า

"He's mine" - SH 

 

เชอร์ล็อคค่อยๆลุกขึ้นโดยที่ยังปากยังประกบอยู่กับปากของจอห์น มือของเชอร์ล็อคค่อยๆเลื่อนจากเอวของจอห์นขึ้นมาคล้องไว้ที่คอ และมือของจอห์นเองก็ค่อยๆเลื่อนมาที่เอวของเชอร์ล็อคอย่างนุ่มนวล เชอร์ล็อคค่อยๆเดินถอยหลังไปที่โซฟาตัวเดิมที่เขานอนทุกวัน 

เชอร์ล็อคหมุนตัวแล้วค่อยๆล้มลงนอนทับจอห์นเบาๆ มือของเขาค่อยๆแกะกระดุมเสื้อจอห์นออกทีละเม็ดๆ แล้วค่อยๆเลื่อนหน้าลงมาตามหน้าอกของจอห์น ไล่จมูกสูดดมกลิ่นของจอห์นลงมาเรื่อยๆจนถึงหน้าท้องและเลื่อนตัวขึ้นมามองหน้าจอห์น เชอร์ล็อคจูบจอห์นลงไปอีกครั้ง หลังจากนั้นก็กระซิบเบาๆที่ข้างหูของจอห์นว่า "ฉันรักนาย" และก้มหน้าลงไปนอนซุกที่หน้าอก ในอ้อมกอดของจอห์น

"ฉันก็รักนาย" จอห์นขยี้หัวฟูๆของเชอร์ล็อคเบาๆแล้วจูบลงไปอีกหนึ่งที

"อืม.." เชอร์ล็อคหลับตาพริ้ม และทั้งคู่ก็หลับไปพร้อมๆกัน..

 

The End. 

 

ใครดูเชอร์ล็อก มาตอบกระทู้นี้กันหน่อยค่ะ นานแค่ไหนก็จะรออ่าน (ในระยะเวลาก่อนฉาย คือ 1 มกราคม) 
 
กดที่รูปไปเลยค่ะ เป็นลิงค์ของคุณแตงโม เพื่อนเราเองค่ะ เธอได้ทำที่คั่นหนังสือเชอร์ล็อกไว้เลยเอามาแจก Sherlockian ทุกๆคนค่ะ เราจะได้มีไอเท่มเชอร์ล็อกเพิ่มกันนะคะ (เอาไว้แก้คิดถึงซีซั่นสาม และเอาไว้ดูต่างหน้า เพราะแฟนเชอร์ล็อกช่างน้อยเหลือเกิน) ส่วนสำหรับเรา กรี๊ดมาก ที่มีรูปน่ารักๆมาประดับเอ็นทรี่ย์ (ซึ่งไม่ได้ขอเจ้าของแต่ประการใด 55) 
 
 
 
 
 
ไหนๆก็ไหนๆแล้ว เราเลยคิดว่าจะลองถามทุกๆคนดูค่ะ ว่าถ้าเราจะรวมเล่มฟิกเชอร์ล็อก หยิกยโสธร กับ best friend นี่ ใครจะเอามั่งคะ (แต่ยังไม่รวมตอนนี้นะ อาจจะสักสี่ห้าเดือน นานไปไหม) ถามหยั่งเสียงเฉยๆค่ะ แล้วถ้าเราทำ คิดว่าควรแยกเล่ม หรือรวมกันไปเลยค่ะ (คือจะมีชี้คล็อคออกมาอีกเรื่องค่ะ แล้วจะเขียนดีลี้ทซีนเป็นช็อตสั้นๆลงไปด้วย) 
 

 
จริงๆ ก็อยากทำอีกเล่มนึงด้วยค่ะ คือโปรเจ็กวาเลนไทน์เวทมนต์อลหม่าน แต่คาดว่าอีกสี่เดือนคนอื่นก็ยังเขียนไม่เสร็จ 555 ใครอ่านกติกาแล้ว (อยู่ในลิงคืฟิกเชอร์ล็อกนั่นแหละ) อยากสมัครเข้ามาเขียนเพิ่มก็ได้นะคะ รับไม่จำกัด 
 

edit @ 21 Jun 2013 23:15:42 by concuben

จอห์นดาราปฐมบท...
 
จอห์นดาราปัจฉิมบท...
 
 
ดูท่านางซะก่อน สมกับเป็นคุณ ben เลื่อง จริงๆนะ.... (มุขน้อง @camillabatch) ว่าแต่เราก็ยังอยู่สมาคมหยิกเมะเหมือนเดิม .... เมะราชินี เคยได้ยินไหม
สวัสดีค่ะผู้อ่านทุกท่าน เผื่อหลงมาเจอนะคะ ต้องบอกไว้ก่อนว่านี่คือโปรเจ็กท์ฟิก "วาเลนไทน์ เวทมนต์ อลหม่าน" แบ่งเป็นสามพาร์ท
 
Part 1. วาเลนไทน์ >> จอห์นมีเดท แต่ดันไม่ไป เพราะมีเหตุบางประการเลยต้องขลุกอยู่กับเชอร์ล็อก
Part 2. อลหม่าน >> คู่เดทของจอห์น ที่จริงแล้วคือแม่มด เดือดดาลมาก เลยสาปให้จอห์นสลับร่างกับเชอร์ล็อก
Part 3  เวทมนตร์ >> คือบทสรุปของเรื่อง มีคนเขียนสองคน เพื่อสร้างตอนจบสองแบบ คือแบบวายและไม่วายค่ะ
 
ทุกคนพยายามเขียนให้เป็นนิยายของตัวเอง ดังนั้นให้ผู้อ่านรู้สึกว่า อ่านนิยายสามเรื่องที่อ่านต่อกันได้ก็แล้วกันค่ะ พาร์ทจบเขียนเสร็จแล้ว 1 คน (พาร์ทวาย pairing: Sherlock/John) >> คำสาป  อ่านได้ทันทีค่ะ เพราะทุกคนเขียนแบบจบในตัว ไม่ต้องอ่านท่อนก่อน หรือท่อนต่อไปก็ได
 
ถ้ายังงงโปรเจ็กท์ หรืออยากร่วมเขียนด้วย (คืออยากเขียนตอนไหนก็ได้) อ่านตรงนี้เลยค่ะ >> โปรเจ็ก
 
 
 
อันนี้คือพาร์ทอลหม่าน พาร์ทที่ปัญหากำลังเกิด คนเขียนคือ @camillabatch ยังเขียนไม่จบค่ะ จะมาทีละพาร์ท 
 
 
 
***************
 
My Magical Valentine
 
วาเลนไทน์ เวทมนตร์ อลหม่าน
 
 
ตอน
 
 
อลหม่าน
โดย @camillabatch

 
 
 
 
Intro.

 

นี่มันก็ดึกแล้ว ฉันยังไม่รู้ว่าเพราะอะไรที่ทำให้ฉันยังคงยืนกอดอกรออยู่หน้าบ้านเลขที่ 221 บี ถนนเบเกอร์กลางไฟสลัวและอากาศเย็นๆ จะว่ามารอใครก็ใช่นะ เขาอยู่บ้านหลังนี้แหละ แต่ถามว่ารอทำไม ฉันว่าถามเขาจะดีกว่า

 

ว่าปล่อยให้ฉันรอทำไม?

 

ฉันกับจอห์น วัตสันเริ่มเดทกันตั้งแต่ช่วงปีใหม่ เขาเป็นคนน่ารักมาก ใส่ใจแถมยังอดทนกับเรื่องหยุมหยิมของผู้หญิงได้มากกว่าคนทั่วไป มันก็ต้องมีบ้างละน่าที่จู่ๆ ฉันรู้สึกอยากทำอะไรจุกจิกแบบไร้สาระบ้าง ทุกครั้งที่ฉันถามความเห็นเขาก็มักจะได้รับคำตอบว่า

 

“ทำไปเถอะครับตามสบาย /ก็ไม่มีปัญหานี่นา… พี่ไม่คิดมาก เพื่อนพี่ยังเฮี้ยนหนักกว่านี้ซะอีก” แล้วก็ยิ้ม

 

ดูสิ คนที่ดีขนาดนี้จะหาที่ใหนได้อีก หน้าตาก็จัดว่าดีควงไปวัดสายๆได้ไม่อายใคร ขนาดกะทัดรัดพอดีคำ เฮ่ย! ตัวไม่ได้สูงใหญ่หล่อล่ำเหมือนตัวร้ายในสตาร์เทร็ค แต่จริงใจตรงไปตรงมา มีหลุดวาจาเถื่อนๆ เข้าหูบ้างบางครั้ง ถึงจะเป็นอย่างนี้ อายุก็มากกว่า แต่ตั้งแต่ฉันจบจากฮอกวอตส์มาเมื่อหลายปีที่แล้ว ก็ไม่ได้สนใจจะเดทจะเริ่มอะไรกับใครอีกเลย จนมาเจอจอห์นนี่ละ  อ่า..ที่บอกว่าฮอกวอตส์น่ะไม่ได้อำนะ จบมาจริง ก็ฉันเป็นแม่มดน่ะสิ

 

ก็ไม่ได้อะไรหรอกนะ ตอนเนี้ยดิ หนาวจนขาชาหมดแล้วเนี่ย ยังไม่กลับมาอีก เมื่อค่ำฉันมาเคาะประตูถามหากับมิสซิสฮัดสันแล้ว เธอบอกว่าเขากับเชอร์ล็อก โฮล์มส์ออกไปข้างนอก กว่าจะกลับคงดึก ก่อนจะชวนฉันไปนั่งรอข้างใน แต่ฉันปฏิเสธ ก็ไม่อยากรบกวนเวลาพักผ่อนของเธอนี่ เลยทำแมนยืนรอข้างนอก เป็นไงล่ะ แถวนี้มันหนาว บอกตรงๆนะ ถ้าไม่รักจริงอยู่ไม่ได้ นี่ก็ว่าจะร้องเพลงโคฟเวอร์หนังไทยเรื่องแม่นาครอแก้เบื่อ

 

“พี่จ้อนขาาาาา ไม่รู้เธออยู่ที่ใหน

 

อยู่ไกลแสนไกล แต่ใจอยู่ใกล้กับเธอ

 

พี่จ้อนขา เธอรู้ไหม ว่าใจฉันอยู่กับเธอ

 

คิดถึงเธอ ทุกวัน และทุกคืนนนนนน~”

 

“เกรซ?” เสียงคุ้นๆเอ่ยทักขึ้น พอหันไปมองก็เจอกับ..

 

“พี่จ้อน!!! เอ๊ย…เอ่อ จ..จอห์น” เหอะ หวิดได้เปลี่ยนชื่อแกเป็นพี่จ้อน เบเกอร์สตรีทแล้วไง  จอห์นอยู่ในชุดกันลมและด้านหลังเขาคงเป็นมิสเตอร์เชอร์ล็อก โฮล์มส์ ที่กำลังจอดมอเตอร์ไซค์อยู่ แถมมองฉันด้วยสายตาว่างเปล่าอีก อะไรเนี่ย อีกแล้วเหรอ! จะซ้ำรอยวาเลนไทน์ให้ได้ใช่มั้ย

 

“มาทำอะไรที่นี่ รอนานหรือยัง?” ถามแบบนี้ปรี๊ดเลย ที่จริงอยากจะตอบว่า .

 

.’พี่รู้ไหม ฉันมารอพี่ที่ท่าน้ำทุกวันเลยนะ!’ แล้วยืดมือไปบ้องหูซะให้หลาบ เล่นทิ้งกัน ลืมนัดวาเลนไทน์ไม่ว่า แต่ทำไมต้องหายปิดมือถือหนีตลอด ถ้าไม่มารอเองก็คงนึกว่าหอบข้าวหอบของไปอยู่ไชร์ซะแล้วมั้ง แต่ไม่ได้อีก กลัวเสียเขาไป ต้องใจเย็นเข้าว่า โอเค..คูลๆ เก๋ๆ

 

 

“ถามตัวเองเถอะค่ะ ทำไมถึงปล่อยให้ฉันต้องรอ ปิดมือถือหนี ไปหาที่คลินิกก็ไม่อยู่ ตกลงยังไงแน่คะ?” ฉันพยายามถามด้วยอารมณ์ปกติที่สุด แต่คำถามที่ออกมาก็ไม่วายฟังดูเหมือนฉันเตรียมเอาสากกะเบือฟาดหัวพี่แกอย่างงั้น

 

“คือผม..” เขากำลังอ้าปากจะพูด

 

“จอห์น..ฉันเข้าบ้านก่อนนะ” คุณโฮล์มส์ตัดบทก่อนจะเดินหิ้วหมวกกันน็อกเดินผ่านหลังฉันเข้าบ้านไป

 

“พรุ่งนี้เราค่อยคุยกันได้ไหมเกรซ มันดึกแล้ว ถ้ายังยืนอยู่นานกว่านี้จะไม่สบาย มันสุดวิสัยจริงๆ ผมขอโทษนะ

 

พรุ่งนี้คุณตื่นแล้วค่อยเท็กซ์มา มือถือผมเสียต้องปิดแล้วชาร์จแบตอยู่ข้างบนน่ะ กลับบ้านไปก่อนนะ” จอห์นพูดอย่างใจเย็นก่อนจะจับไหล่ฉันเบาๆ    ก็ได้.. บางทีก็ต้องการแค่นี้แหละ ถึงยังเหลือปมให้ฉันข้องใจอยู่ไม่น้อย แต่การที่จอห์นให้คำยืนยันกับฉันมันก็ทำให้ฉันไม่โมโหลงกับเขาเสียก่อนในตอนนี้ได้ ฉันพยักหน้าก่อนจะขอตัวกลับ เมื่อเดินไปขึ้นรถและขับออกไป มองกระจกหลังก็ยังเห็นจอห์นยืนมองอยู่ไกลๆ

 

ยังไม่อยากกลับบ้านเลย คิดดู นั่งรอตั้งนาน คุยกันสามนาที จะให้เคลียร์กลับบ้านสบายใจเป็นนางเอกไม่ได้!

 

มันคาใจ อยากหาอะไรดื่มแก้เครียด แถมหิวอีกต่างหาก มื้อเย็นยังไม่ได้กินอะไรเลย

 

ฉันขับรถหาร้านเงียบๆ ซักร้านนึง แล้วก็เจอในที่สุดแถวๆ ถนนฟลีท เอาวะ..ที่นี่ดูเงียบดี

 

“ดิ เอเลบอร์, มิดเดิลเอิร์ธ Since 1862”

 

ฉันผลักประตูเปิดก่อนจะเดินเข้าไป…

*******************

ไม่ธรรมดาน้าาาา เรามีโปสเตอร์ให้ด้วย!!!

————————> เพลงในตอนนี้ ตามลิงค์นี้เจ้าค่ะ ^^ http://www.youtube.com/watch?v=-lrmGyNpd5o

 

****************

 

Chapter 1. 

 

 “เอเลบอร์ยินดีต้อนรับครับผม” เสียงแจ่มใสของบริกรดังขึ้นทันทีที่เปิดประตูเข้าไป ฮื่อ! ไม่เลวนะ ดูเป็นร้านที่น่านั่งทีเดียว ดูเหมือนว่าพวกเขาตกแต่งสไตล์บ้านฮอบบิท แล้วก็มีกลิ่นอายของความดิบแบบมังกรๆ บนอยู่ด้วย เอาเหอะ ก็ดูเงียบดี เหมาะมากที่จะมานั่งคิดอะไรคนเดียว   บริกรวางเมนูปกหนังลงบนโต๊ะก่อนจะยืนรอรับออเดอร์ด้วยหน้าเปื้อนยิ้ม ฉันว่าบริกรร้านนี้เขาน่ารักดีนะ  

 

“ขออนุญาตแนะนำเมนูนะครับ ช่วงนี้มีสเต็กแกะกับซอสมังกรไฟเป็นเมนูประจำอาทิตย์นี้ คุณผู้หญิงสนใจไหมครับ? โปรโมชั่นพิเศษช่วงวาเลนไทน์เท่านั้นนะครับ” โอ้ว เขายิ้มกว้างเชียวล่ะ ฉันหันไปพยักหน้าสั่งจานที่เขาแนะนำก่อนจะคืนเมนูให้ไป ยังไม่ทันที่เขาจะได้จดรายการก็มีมือใหญ่ๆ คว้าหมับลงที่ไหล่ของเขา อีกคนที่มาทีหลังเป็นผู้ชายตัวสูงผมยาว มีหนวดเคราด้วย เขาอยู่ในชุดคล้ายๆ บริกรแต่ไม่มีหูกระต่าย ดูมีอำนาจทีเดียว

 

“ทำกิริยาให้มันเรียบร้อยหน่อยคิลี อย่ารบกวนลูกค้า”

 

“โธ่ลุงครับ ผมไม่ได้..”

 

“เอาเถอะ จดรายการเรียบร้อยแล้วก็ไปวางในครัวซะ ขอโทษด้วยถ้าหลานผมรบกวนนะครับมิส”  ฉันพยักหน้าเป็นเชิงว่าไม่เป็นไร ก่อนจะเอามือถือออกมานั่งดูรออาหาร  ในประวัติการโทรมีแต่เบอร์จอห์น เป็นสายของฉันที่โทรออกไปทั้งนั้น ไม่มีอะไรจากเขาเข้ามาเลย ไม่ว่าจะเป็นข้อความ บล็อก ไลน์ ที่เคยส่งไปก็มีแจ้งเตือนว่าอ่านแล้ว แต่ไม่มีอะไรกลับมา สติ๊กเกอร์ซักอันยังไม่ส่งเลย!  ฉันพยายามคิดในแง่ดีทุกวัน ว่าจอห์นคงเหนื่อยจากงาน หรือไม่ก็ช่วยคุณโฮล์มส์ในงานของเขา แต่อีกใจก็อดไม่ได้ที่จะตั้งคำถามว่าเพราะฉันเองหรือเปล่าที่ไม่ดี วาเลนไทน์ที่เขาไม่มาตามนัดน่ะ ฉันไม่ติดใจอะไรเท่าการที่เขาหลบหน้าเลยจริงๆ  มันอาจจะถึงเวลาที่ฉันต้องทำใจถ้าความสัมพันธ์นี้มันต้องยุติลงก็ได้นะ

 

“รายการที่สั่งได้แล้วครับ” บริกรคนเดิมวางจานสเต็กหอมฉุยลงตรงหน้าฉัน พร้อมกับน้ำแร่พะยี่ห้อเมิร์กวู้ดตัวเท่าหม้อแกง และถ้วยซอสสีแดงส้มที่ดูท่าทางจะรสจัดจ้านมาก จริงๆ ถ้ามีอินสตาแกรมอัพให้ดูได้นี่ถ่ายลงละนะ ดูจะมีพริกโรยไว้ด้วย “ซอสนี่เผ็ดมากใหมคะ แหะๆ” ฉันถามแบบเก้อๆ เพราะถ้าเผ็ดเกินไปฉันคงแย่แน่

 

“ไม่หรอกครับ ซอสนี่ได้แรงบันดาลใจจากสม็อกน่ะครับ มังกรในนิยายนี่แหละ ไม่ต้องกังวลฮะ สม็อกเป็นมังกรที่น่ากลัวแต่นิสัยติงต๊องยังไง เมนูนี้ก็ไม่อันตรายอย่างนั้นครับ” เขาพูดก่อนจะเดินไปรับออเดอร์จากลูกค้าคนอื่น  

 

เออ เก๋ดีว่ะ..  ฉันคิดก่อนจะเริ่มลงมือทานมื้อดึกในวันนี้  แต่ทานได้ไม่กี่คำกลับต้องงงเพราะจู่ๆ ก็มีแชมเปญแก้วนึงวางตรงหน้า และคุณธอรินเจ้าของร้านเป็นคนนำมาเสิร์ฟ

 

“ฉันไม่ได้สั่งนะคะ” ยังไม่ทันจะได้หุบปาก เขาก็อธิบายว่า

 

“คุณโต๊ะนั้นสั่งมาให้ครับ” เขาหันไปทางอีกฟากร้านแล้วเดินหายไปในครัว และฉันก็ได้เจอกับผู้ชายตัวผอมสูงแววตาพราวๆ ผมยาวดำหวีไปข้างหลัง คอสตูมเนี้ยบระดับสิบ ดูไม่มีที่ติเหมือนไม่มีอยู่จริง แต่ขอโทษนะยะนี่มันจะห้าทุ่ม สูทยาวกับไม้เท้าหรูสีทองน่ะ พกมาทำไมคะ หืออออ?   ตอนนี้ฉันรู้สึกว่าเริ่มไม่โอเคละ พอละสายตามาตรงหน้าก็แทบสำลักน้ำแร่

 

เฟ็ดดดดดดเฟ่! มาตั้งแต่เมื่อไหร่!!! เขามานั่งยิ้มยิงฟันอยู่ข้างหน้าฉันแล้ว!

 

อกอีเกรซจะแตก ไม่ได้การละ ฉันควานหาไม้กายสิทธิ์ในกระเป๋าถือแล้วกำไว้ ทำอะไรแผลงๆอีกทีเดียวแม่จะเสกให้กลายเป็นด้วงแล้วเหยียบให้จมเลยคอยดู!

 

“ข้ารู้ว่าเจ้ากำลังจะปฏิเสธและออกไปจากตรงนี้ แต่ขอบอกว่าเจ้าทำไม่ได้หรอก” เขาพูดด้วยสำเนียงเหมือนท่องบทของเชคสเปียร์มา แววตาอ่อนลงแต่ยังน่ากลัว ฉันหันซ้ายหันขวาแล้วดูจะไม่มีใครสนใจอาการคุกคามของเขาแม้แต่น้อย คิลี! คุณคิลีสุดหล่อพ่อรวย  ที่ชั้นอวยเนี่ยมาช่วยชั้นทีเซ่!! ฮึ่ย อุตส่าห์ทำท่าลุกลี้ลุกลน ไม่มีใครสนใจเลย อีตานี่ก็ยังคงนั่งเดาะไม้เท้าอยู่ตรงข้าม เอาวะ เป็นไงเป็นกัน


“คุณต้องการอะไร” ฉันถามลอดไรฟัน ตอบดีๆ ไม่มีเหตุผลแม่จะเหนี่ยวให้!

 

“ข้าชื่อโลกิ ราชาแห่งแอสการ์ด และข้าต้องการแค่เพื่อนนั่งกินอาหาร ซึ่งก็คือเจ้า เพราะเจ้ามาคนเดียว”

 

“ขอโทษนะคะ พูดภาษาคนปกติได้ไหมคะ?” มาข้าๆเจ้าๆ นี่หลุดจากโรงบาลใหนเนี่ย? เหมือนคนบ้าหลุดแล้วไปปล้นร้านสูท  Spencer Hart ออกมามากอ่ะบอกตรงๆ

 

“ข้าพูดกับเจ้าดีๆ นะมิดการ์เดียน อย่าให้ข้าถึงกับต้องเอากองทัพมารังควานเจ้าที่ไม่ทำตามคำสั่งทีเดียวนะ”

 

อื้มม ไม่จบ ไม่จบ… อ้างกองทัพอีก เฮ้อ ไม่รู้จะคุยด้วยอีกทำไมละ

 

ฉันตัดสินใจลุกขึ้นยืนแล้วรีบก้าวไปที่แคชเชียร์ แต่ยังไม่ทันจะได้ออกเดิน เขาก็พูดจี้ใจดำออกมาดังๆ

 

“เจ้ากำลังสับสน ข้าก็แค่อยากช่วย ข้ารู้ว่าเจ้ากำลังต้องการทำอะไรสักอย่างเพื่อให้ตัวเองได้หลุดจากความขัดข้องใจ เจ้ากำลังหาทางระบาย” ฉันหันขวับ “อู้วว เจ้าก็มีหัวใจนี่นะ..มีความรักเหรอ? ใช่สินะ มันต้องเป็นความรักแน่ๆ ไม่มีอะไรจะกวนใจคนได้เท่านี้”  

 

“คุณ! นี่คุณกำลังละลาบละล้วงเรื่องของคนอื่น คุณต้องการอะไรกันแน่! บอกมา ไม่อย่างนั้นฉันจัดการคุณแน่!ฉันดึงไม้กายสิทธิ์ออกมาจ่อไปที่โลกิ ถึงรู้ว่ามันอาจจะไม่ช่วยอะไรก็เถอะ เขาแสร้งทำหน้าประหลาดใจ “นี่แม่มดเหรอเนี่ย? กลัวจริงๆ เหอะ!” “ฉันจะให้โอกาสคุณอีกครั้งเดียว บอกมาว่าคุณต้องการอะไรจากฉัน หรือไม่ก็ออกไป หรือไม่อีกที ฉันจะฆ่าคุณแน่ๆ”

 

“ตอนแรกข้าก็ต้องการแค่เพื่อนนั่งกินมื้อดึก แต่เจ้าช่างไม่สุภาพ แถมไม่รู้ที่ต่ำที่สูง ข้าถึงเป็นราชาแห่งแอสการ์ด แต่เจ้ากลับแสดงท่าทีแบบนี้ แต่ก็ดีว่าข้าเห็นใจนะ” เขาเลิกคิ้วก่อนจะเอ่ยปากพูดต่อ “ข้าเห็นเจ้าดูมีปัญหา ก็แค่อยากช่วย ว่ากันตรงๆ จิตใจของเจ้ากำลังวุ่นวาย และสิ่งที่ข้าชื่นชอบคือความวุ่นวาย เหมือนเป็นอาหารเลี้ยงจิตใจข้าละ ข้าเลยคิดว่าถ้าข้าได้สัมผัสความวุ่นวายในใจของเจ้าเอง มันก็จะหายไปจากใจเจ้า เพราะข้าจะจัดการมันเอง มันจะถูกกำจัดด้วยความช่วยเหลือแห่งข้า เทพเจ้าแห่งความวุ่นวาย นั่นไม่ดีเหรอ?” เขายิ้มพรายปิดการขาย เอ้ย หลังพูดจบ น่าแปลกที่คำพูดนี้ช่างมีอิทธิพลกับฉันอย่างประหลาด เหมือนได้กลับไปเป็นเด็กตัวเล็กๆ มีคนอาสาจะช่วยแบ่งเบาเรื่องยุ่งๆ มีคนพาเดินไปใหนมาใหน นั่นทำให้ฉันเห็นด้วยและต้องเงียบอย่างไม่มีข้อแม้

 

“เจ้ายอมฟังข้าซักทีสินะ” โลกิพูดด้วยแววตามีประกาย “เอาล่ะมนุษย์ ความรักทำให้เจ้าร้อนใจยังไงกัน ข้าเดาความคิดคนออกเสมอล่ะนะ คนมันเพอร์เฟ็คทำไงได้” ฉันรู้สึกตงิดจะเอาซอสกรอกปากอีตานี่กับคำหลังนี่แหละ “แค่..แค่โดนให้ความหวังน่ะ” ฉันพูดอุบอิบ “อ้อ..ความไม่ชัดเจนนี่เองที่ทำให้เจ้าเกิดรู้สึกวุ่นวาย ถ้าอย่างนั้นทำไมเจ้าไม่พูดตรงๆ”

 

“คือก็อยากหรอกนะ แต่ฉันไม่มีโอกาสได้เจอเขาน่ะ” เฮ้อ..กระดากปากยังไงไม่รู้ที่ต้องเล่าให้คนแปลกหน้าฟัง

 

“ถ้าแบบนี้ วิธีที่เห็นผลเร็วที่สุด คือให้บทเรียนเขา ให้เห็นผลของความไม่ชัดเจนที่เขาทำต่อเจ้าว่ามันร้ายแรงเพียงใด”

 

“แล้วจะทำได้ยังไง ฉันไม่มีวันให้เขาต้องมาเป็นแบบฉันหรอก!”

 

“นี่ โรคร้ายมันยังต้องรักษา ไม่ว่าจะเจ็บแค่ใหนก็ต้องทำ ถ้ามัวนิ่งอยู่เมื่อไรเจ้าจะคลี่คลายมันได้!” โลกิพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง ฉันเสไปมองทีวีบนผนังที่กำลังฉายสปอตโฆษณาเรื่องคู่กรรมซับอังกฤษอยู่ “เหมือนชายหญิงคู่นั้นยังไง จุดจบของการไม่คิดจะคลี่คลายปมในชีวิต เมื่อปล่อยไว้มันก็ร้ายแรงแบบนั้น”

 

ไม่นะ โกโบริ โกโบริอยู่ที่ใหน!!!…เสียงนางเอกสะอึกสะอื้นดังออกมาให้ได้ยิน

 

บรรยากาศที่โต๊ะเริ่มดราม่าขึ้นเรื่อยๆ

 

“เจ้าอยากมาเรียกร้องสิ่งที่ผ่านไปแล้วแบบนั้นหรือ? เชื่อข้า ให้บทเรียนเขา ทำให้เขาได้รู้ว่าถ้าเขาเป็นแบบเจ้าบ้าง ถ้าเขากลายเป็นคนอีกคนหนึ่งที่ไม่เคยได้อยู่ในความคิดและหัวใจของใครจริงๆ มันจะเป็นเช่นไร” แววตาเขาหนักแน่น ก่อนจะเปลี่ยนเป็นรื่นเริงและหัวเราะอะฮิฮิฮิปากกว้าง   “ดูเจ้าสิ อึ้งเชียว เอาละ ข้า..”

 

ยังไม่ทันที่โลกิจะพูดจบก็มีสายฟ้าผ่าลงตรงหน้าร้านทำเอาต้นไม้ริมฟุตบาทไหวสนั่น สีหน้าโลกิเปลี่ยนเป็นตกตะลึง และรีบพูดรวบรัดตัดบท “ข้ามีปัญหากับเรื่องลมฟ้าอากาศนิดหน่อย เอาเป็นว่าถ้าเจ้าอยากให้มีช่วงเทพแอสการ์ดพบประชาชนเมื่อไรก็มองหาข้าได้เสมอ ไปล่ะ”

 

แล้วเขาก็ค่อยๆเลือนหายไปในแสงสีเขียวอมทอง ทิ้งให้ฉันนั่งอยู่ที่โต๊ะนั้นคนเดียว.

 

tbc.

 

ปล. ดีใจจัง @nh2dpun คุณปันมาแล้ว คุณปันรออ่านใช่มั้ย นี่ไงพาร์ทของมีมี่ แต่ยังไม่จบนะ  (พาร์ทของเราก็จบแล้วนะ) ไม่ต้องรีบอ่านนะ....เราบอกเฉยๆ ส่วนนี้เพิ่มเติมค่ะ ไม่ใช่กติกานะ แค่จะอธิบายว่ามันอิสระเสรี มากๆๆๆ >> http://mind-cathedrool.tumblr.com/post/47367579483

 

edit @ 9 Apr 2013 21:39:24 by concuben

วาเลนไทน์ เวทมนตร์ อลหม่าน

My Magical Valentine

 

ตอน


คำสาป


 

 

Note: นี่คือโปรเจ็กต์ที่มีนักเขียนสี่คน แบ่งเป็นสามตอน แต่สามารถแยกกันอ่านได้ เพราะทุกคนพยายามเขียนให้เหมือนจบในตอน แต่ก็อ่านต่อกันได้เป็นอย่างดี วาเลนไทน์ เวทมนตร์ อลหม่าน....

Part.1. วาเลนไทน์

Part.2. อลหม่าน

Part.3 เวทมนตร์ 

ต้องบอกไว้ก่อนว่าอันนี้ไม่ใช่อันจริงค่ะ ดิฉันรับพาร์ทคลี่คลาย (คือมีพาร์ทต้นเรื่อง ปัญหา และตอนที่คลี่คลาย) ซึ่งคลี่คลายมีคนเขียนสองคน คือวายกับไม่วาย แต่ดิฉันได้วายค่ะ แต่ก็ดันมีสองพล็อต และคนอื่นยังเงียบกันอยู่ เลยเขียนอันนี้ออกมาเพื่อระบายพล็อต และกระตุ้นยอดเขียนของท่านอื่นๆในฐานะตัวเริ่มโปรเจ็กท์ค่ะ ส่วนอันจริงคงจะต้องรออ่านของคนอื่นก่อนเพราะรับตอนสามมา ...

 

เชิญอ่านเลยค่ะ แต่ไม่ขำเลยนะไม่ได้ปล่อยมุข 

นี่เพลงประกอบ 

something about us เป็นเพลงที่ฟังทีไรจะร้องไห้ทุกที ดังนั้นจึงเป็นเพลงที่ชอบ แต่ไม่มีในเพลย์ลิสท์ เพลงเขาดีจริงอะไรจริง โดยไม่ต้องมีประสบการณ์ร่วมก็อิน 

มีเธอ ไม่ตรงเท่าไหร่แต่ความหมายดี (เพลงบนก็ไม่ตรงหรอก) 

 

 

************

 

หนุ่มสูงโปร่ง ผมดำหยักศก หน้าตาและการแต่งตัวเหมือนเชอร์ล็อกโฮล์มสแต่สีหน้าแววตาเป็นมิตรกว่ามากถือกาน้ำชามาวางต้อนรับแขกและเชิญผู้มาเยือนนั่งที่โซฟา(เพราะถ้ายืนมันจะเมื่อย) เขามองแขกหนุ่ม ที่ไมครอฟท์แอบกำชับเบาๆให้เรียกว่า “ท่าน” ทั้งที่ดูยังไงก็ไม่น่าแก่เกินยี่สิบเจ็ดอย่างขำๆ ก่อนจะแนะนำตัวว่า "สวัสดีครับ...ผม วัทสัน" แล้วนั่งลงข้างเพื่อนสนิท ที่ตอนนี้นั่งพนมมือหน้าบูดบึ้งยองโย่ยองหยกอยู่บนโซฟา แล้วที่เขาไม่รู้ก็คือ มันกำลังเขม่นทรงผมหยิกเป็นก้อนบนหัวที่เขาเซ็ทไม่ค่อยจะเป็น

 

เพราะเพิ่งมาอยู่ในร่างนี้ได้ไม่กี่วัน... 

 

“ท่านเอ็มริสเป็นผู้ใหญ่ใน MI6 พ่อมดผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุโรปภาคตะวันตก” นั่นคือคำอธิบายของไมครอฟท์ประกอบการกำชับกลายๆให้เรียกว่า "ท่าน"

 

แต่อะไรก็ไม่น่าจะแปลกอีกต่อไปแล้ว เพราะอย่างน้อยในโลกนี้ก็มีแม่มด แล้วไม่ได้อยู่ไกลตัว ... ดันเป็นคนที่จอห์นเดท...แต่เธอไม่บอกแล้วใครจะไปรู้...แม่มดก็เป็นผู้หญิง มีทุกสิ่งธรรมด๊าธรรมดา ยิ้มแย้มช่างเจรจา งามสง่าน่าชิดเชยชม แต่พอเธอโมโหในวันวาเลนไทน์ที่เขาดันไปขลุกอยู่กับเชอร์ล็อก แม่มดก็ได้สาปให้เขาและเชอร์ล็อกสลับร่างกันมาสามวันเต็ม

 

 

 “คำสาปนี้แรงมากนะ…ถ้าแก้ด้วยเวทมนต์มันจะอันตรายมาก” พ่อมดเริ่มพูดหลังจากลงนั่งไม่ถึงอึดใจ 

 

“แต่ถึงยังไง ทุกคำสาป…ถ้าไม่แก้ด้วยเวทมนต์ จะมีทางแก้ที่ไม่ใช้คาถาอยู่วิธีเดียว ไม่ว่าจะเป็นคำสาปที่แรงแค่ไหน สาปให้เป็นอะไรก็ตาม…คือต้องแก้ที่ใจ….

 

 

 ……ลองหาความคิดที่ทำหน้าที่คล้ายๆคำสาป ในใจตัวเธอดูสิ…” พ่อมดเบิ่งตาโตเหมือนจะถามชื่อต้น

 

“จอห์นครับ”

 

“เชอร์ล็อก”

 

“โอเค จอห์น…เชอร์ล็อก”

 

 “ความคิดอะไรก็ได้หนะ ที่คิดว่าวันนึงมันจะทำให้พวกเธอต้องเสียดาย….เพราะไม่ทำมันในขณะที่ยังมีโอกาส…”

 

“ถ้าผมไม่มีปม ไม่มีความคิดที่จะทำให้การดำเนินชีวิตผิดพลาด … ก็ไม่ต้องแก้กันหละสิทีนี้…เห้ออออ ผมว่าจอมเวทย์มือหนึ่งคงเป็นยัยอะไรนั่น...”

 

“เกรซ” จอห์นรีบตอบ เผื่อเกรซจะโมโหขึ้นมาอีก ไม่แน่ว่าเธออาจจะแอบฟังอยู่….เพราะตอนนี้เขาหลอนไปหมด แม้ว่าจะอยู่ในมือพ่อมดที่เก่งที่สุดในเกาะก็ตาม

 

“เออ…ยัยนั่นแหละจอห์น…ซะมากกว่าละมั้งครับ” เชอร์ล็อกถามอย่างไม่ค่อยสบอารมณ์ที่พ่อมดยิ่งใหญ่ยังแก้ปัญหาเขาไม่ได้

 

“เออ… จะว่าไปแล้วก็ถูกนะ ฉันก็ไม่ได้เก่งนักหรอก…แต่ตอนนี้มันก็มีพ่อมดหมอผีอยู่แค่นี้แหละที่พอจะช่วยพวกพวกเธอได้” พูดจบแล้วก็หัวเราะอย่างสดใส จอห์นเห็นแล้วยังรู้สึกเอ็นดูอย่างแปลกประหลาด

 

“คำสาปมันมีรากนะ”

 

ในเมื่อผู้ฟังทั้งคู่ทำสีหน้าให้พ่อมดแก่แต่ดูหนุ่มได้รู้ว่าเมื่อกี๊เขาตักน้ำรดหัวตอเลยต้องอธิบายเพิ่มความกระจ่างใหม่…

 “คำสาป มันเป็นเวทมนตร์ก็จริงแต่มันก็ต้องการพื้นที่ที่จะปฏิบัติการที่เหมาะสม และนั่นก็คือ ใจที่โดนเคลือบคลุมด้วยความคิดใดๆก็ตาม ที่จะทำให้เจ้าของร่างกายนั้นต้องเสียดายเมื่อโอกาสทั้งหลายมันผ่านไปแล้ว ยิ่งเรื่องนั้นรุนแรงมาก คำสาปก็จะส่งผลรุนแรงมาก ดังนั้น…ถ้าไม่มีความคิดที่จะทำให้เสียดายทีหลังอยู่ในหัวหละก็…มันยิ่งกว่าแก้ไม่ได้ซะอีก…เรียกได้ว่าไม่ต้องแก้เลยหละ… ไม่มีพ่อมดแม่หมอคนไหนหรอก ที่จะสาปคนที่ใช้ชีวิตโดยปราศจากเหตุแห่งความเสียดายได้…

 

…..พูดง่ายๆ เธอสองคนถึงแม้จะไม่โดนคำสาปนี้ ก็โดนสาปอยู่แล้วหละ ….

 

 … ดีซะอีก จะได้ถือโอกาสสะสางปัญหาทางใจ…ปัญหาคือจะหามันเจอหรือไม่ ถ้าหาได้เมื่อไหร่ให้พี่ชายทำเรื่องผ่านกระทรวงกลาโหมขอเข้าพบฉันอีกทีก็แล้วกัน แล้วจะทำพิธีถอนสาปให้”

 

“เออนี่…” เอ็มริสรีบพูดต่อ เพราะเด็กสองคนตรงหน้ามีท่าทางสิ้นหวัง

 

“แต่พวกเธอก็ไม่ต้องกลัวไปหรอก ถึงแก้ไม่ได้ แต่สาปทับได้ ที่ต้องสาปทับเพราะจุดปฏิบัติการของคำสาปมันต้องเป็นที่เดียวกัน เพราะฉันสาปคำสาปเดียวกัน ในเมื่อมาทีหลังแต่เป็นจุดเดียวกัน…มันเลยเป็นได้แค่กาฝาก….อานุภาพเลยน้อยกว่า…นี่เป็นคุณไสยที่จะทำให้เธอสองคนสลับร่างกันอีกรอบ พลังของฉันจะทำให้เธอสลับร่างกันได้สักสามสิบห้าปีเต็มเหยียด

 

“…. นี่…อยู่ในขวดนี้”  พ่อมดผู้ทรงอำนาจที่จอห์นมองเป็นเด็กหนุ่มซนๆ พูดจบก็เอาขวดสีเหลืองๆ มาเขย่าๆ ท่องอะไรงึมๆงำๆ ตาก็วาวๆเหลืองๆวึ้งๆจนจอห์นตะลึงกับเอฟเฟ็ก แล้วก็เทไอ้ขวดที่ว่าลงในกาชาที่เหลือน้ำชาอยู่แค่ไม่ถึงครึ่ง เชอร์ล็อกที่นั่งไม่ขยับอะไรเลยนอกจากปากมาเป็นชั่วโมง รีบยื่นมือไปคว้ากาน้ำชา แต่ท่านเอ็มริสมือไวกว่ายื้อชาไว้ก่อน เพราะเชอร์ล็อกไม่ชินกับระยะแขนเท่านี้เลยพลาดท่า ….

 

 “ยังกินไม่ได้!!!” เอ็มริสหยิบนมออกจากกระเป๋ามาหนึ่งขวด แล้วเทลงไปในกา “

 

 “…มัน….ต้องเติมนมเพราะยังไม่ครบสูตรเหรอครับ” จอห์นที่ยืนอยู่ข้างๆเชอร์ล็อกถามอย่างสนใจ

 

“หึ” พ่อมดหนุ่มส่ายหัวดิกๆ

 

“เติมนมเพราะมันหวานหนะ….”

-    -    -     -     -     -      -

หลังจากทุกอย่างกลับคืนสู่สภาวะปกติ พ่อมดได้ให้เบอร์ส่วนตัวไว้จะได้ไม่ต้องทำเรื่องผ่านกระทรวงให้วุ่นวายก่อนทำพิธีเพราะต้องหาปมให้พ่อมดตรวจดู แล้วจะเฉลยก็ไม่ได้เลยต้องถามกันหลายๆครั้ง แต่ดูเหมือนทั้งคู่จะล้มเลิกตั้งแต่สองครั้งแรกแล้วก็อยู่เป็นเพื่อนกันมาจนถึงวัยเกษียณ จอห์นก็ผ่านการมีภรรยาและลูกหลายคน จอห์นและเชอร์ล็อกตกลงกันว่า ถ้าใกล้เวลาเมื่อไหร่ให้จอห์นบอกภรรยาและลูกๆเรื่องราวทั้งหมดและแลกที่กันอยู่ ซึ่งตอนนี้ลูกๆของจอห์นก็เรียนจบแต่งงานแต่งการมีหลานให้อุ้มกันไปหมดแล้ว  ส่วนเชอร์ล็อกก็เลี้ยงผึ้งที่บ้านไร่ในซัสเส็กส์มาแล้วหลายปี

 

ไม่สิ…. เจ็ดปีเต็มๆแล้วนะ ที่เขาทั้งสองไม่ได้เจอกัน แล้วก็สามปีแล้วที่ภรรยาของจอห์นได้เสียชีวิตลง ….

 

เจ็ดปีมานี้จอห์นใช้ชีวิตเรียบง่ายในเมืองกับครอบครัว  สิ่งเดียวที่ยังติดค้างในใจจอห์น คือ ทำไมเชอร์ล็อกถึงไม่เคยตอบการ์ดหรือจดหมายที่เขาส่งไปหาเลย โทรศัพท์ก็ไม่เคยรับ ส่งมาแต่รายงานสุขภาพ และเขียนกำกับไว้ว่า รักษาสุขภาพนะ….จนเขารู้สึกว่าเชอร์ล็อกคงไม่ใยดีเขาอีกต่อไป ที่เขียนมาก็คงจะแค่กลัวจะได้ใช้ร่างกายที่ไม่ดี ….ผิดกับเมื่อก่อนเชอร์ล็อกสนใจเขานัก ก็เพราะเห็นประโยชน์ในการเล่นสนุกด้วยกัน ตอนนี้เชอร์ล็อกไม่ใช่นักสืบมือทองอีกแล้ว เชอร์ล็อกได้กลายเป็นเกษตรกรเต็มรูปแบบ ดังนั้นก็ไม่แปลกอะไรที่เชอร์ล็อกจะไม่จำเป็นต้องถือว่าเขาเป็นเพื่อน

 

….หรือแม้กระทั่งคนรู้จัก….

จอห์นได้แต่ถอนหายใจ หลายปีมานี้เขานึกเรื่องนี้ขึ้นมาทีไรก็รู้สึกเสียใจอยู่ข้างในหน่อยๆ เหมือนชิ้นส่วนบางชิ้นลึกๆในใจมันหายไป แต่พอเป็นแบบนี้ทีไรเขาก็จะพยายามคิดเรื่องอื่น หาอะไรทำ….แล้วไประบายความอยากรำลึกถึงเรื่องเก่าๆโดยการเล่าเรื่องเชอร์ล็อกให้หลานๆฟังอยู่บ่อยๆ แต่ลูกหลานไม่เคยเห็นการ์ดหรือเห็นจอห์นรับโทรศัพท์จากเชอร์ล็อกเลย แล้วก็เห็นว่าจอห์นคิดถึงเพื่อน เลยลองคิดจะพาจอห์นไปเยี่ยมเชอร์ล็อกที่บ้านดู เผื่อว่าจริงๆแล้วเชอร์ล็อกยังอยากเจอจอห์นอยู่ แค่ยุ่งหรือไม่มีเวลา 

 

…. จนวันนึงลูกของจอห์นพาพ่อไปหาเชอร์ล็อกถึงหน้าบ้าน

 

ถึงแม้ว่าตอนเก็บของ เขาจะเก็บไปคิดไป…ว่าเชอร์ล็อกน่าจะเจอเขาแล้วคงไม่ได้ขับไล่ไสส่ง แต่ก็คงไม่ได้ติดหนึบเหมือนก่อน ด้วยเหตุเพราะหมดประโยชน์ แต่ก็อดใจเต้นไม่ได้ ว่าถ้าเชอร์ล็อกเจอเขาแล้วต้อนรับแบบเย็นๆชาๆขอไปทีแล้วเขาจะรู้สึกยังไง ในขณะที่จอห์นกำลังตื่นเต้น ประตูเหล็กสีแดงก็ถูกเลื่อนเปิดออกด้วยแรงคนงานหนุ่มหนึ่งคน เผยให้เห็นเชอร์ล็อกและบ้านไม้หลังใหญ่ที่ตั้งอยู่ลิบๆท้ายไร่ เชอร์ล็อกมองเขาอย่างคิดถึง..ใช่ จอห์นรู้สึกได้….แล้วก็ค่อยๆเดินเข้ามากอด….แม้ว่าเชอร์ล็อกจะแก่น้อยกว่าจอห์น แต่ก็นับว่าดูหง่อมลงกว่าตอนที่เจอเขาครั้งสุดท้าย เชอร์ล็อกกอดเขาอย่างแนบแน่นอยู่นานโดยไม่พูดอะไรเลย…จนจอห์นหันไปอีกทีลูกๆก็พากันขับรถหนีเห็นแต่ฝุ่นแดงฟุ้งตลบไปทั่ว ก่อนที่เขาจะบอกเชอร์ล็อกไปอย่างไม่น่าเชื่อเหมือนกันว่าตัวเองจะพูดออกไปได้

 

“ขออยู่เลยได้ไหมเนี่ย”

 

“เอาสิ...หดลงเป็นเห็ดฟางแบบนี้ยังทำงานไหวก็มาอยู่ด้วยกัน” เชอร์ล็อกยิ้มให้เขาอย่างอ่อนโยน เชอร์ล็อกเปลี่ยนไป กำแพงในตัวของเขายังอยู่ แต่มันต่ำลงไปมาก เขามัวแต่ดีใจที่เชอร์ล็อกไม่ได้ใจจืดกับเขาอย่างที่คิดและได้เห็นได้เจอทั้งที่ไม่ได้พบกันมานาน จนลืมสงสัยว่า ถ้าจะเอากูมาทำงานกรรมกรแล้วไอ้หนุ่มๆล่ำๆพวกนี้จะเก็บไว้ทำอะไรมิทราบ…

 

“ฉันยังฉีดยาได้หนะเชอร์ล็อก ส่วนเรื่องอื่นๆก็สอนฉันหน่อยแล้วกันนะ” จอห์นบอกยิ้มๆ ก่อนส่งกระเป๋าให้เด็กคนงานยกเข้าบ้าน แล้วอยู่ๆจอห์นก็รู้สึกถึงมือของเชอร์ล็อกที่มาวางบนบ่าเพราะเชอร์ล็อกกำลังโอบเขาอยู่

 

“แล้วทำไมไม่เคยตอบจดหมายหรือส่งการ์ดไปหาฉันบ้างเลยเหละเชอร์ล็อก” จอห์นเข้าประเด็นที่เขาคาใจมานานแสนนาน

 

เชอร์ล็อกไม่ตอบ แต่สีหน้าก็ยังยิ้มอยู่ เขาก้มลงยิ้มกับอกตัวเองไปจนถึงในตัวบ้าน ก่อนเขาทั้งสองคนจะนั่งลงบนโซฟาที่นุ่มสบายกลางบ้านไม้กว้างใหญ่ของเชอร์ล็อก แล้วทุกอย่างก็ไหลลื่นไปอย่างเป็นธรรมชาติ ตั้งแต่นั่งคุยสารทุกข์สุขดิบ โดยเชอร์ล็อกโชว์อนุมานว่าเกิดอะไรขึ้นกับจอห์นบ้าง แล้วก็ชวนดูนั่นดูนี่กันจนค่ำ กินดินเนอร์ด้วยกันพร้อมกับคนงานทั้งหมด ไล่ไปเรื่อยทุกกิจวัตรจนถึงวันที่ลูกสาวของจอห์นมารับกลับ จอห์นก็ทำหน้าตกใจ แล้วก็หัวเราะออกมา บอกลูกว่าคงไม่กลับไปแล้ว เดี๋ยวพ่อจะเขียนการ์ดไปหาขอโทษด้วยที่ลืมบอก ลูกๆของจอห์นก็ไม่ว่าอะไร เพราะหลังจากแม่ตายจอห์นก็เหงาๆ เพื่อนฝูงหลายคนก็ไม่มีเวลามานั่งคุยด้วย บางคนก็ล้มหายตายจาก เลยเป็นอันว่าจอห์นก็ได้กลับมาอยู่ชายคาเดียวกับเชอร์ล็อกอีกครั้ง

 

หลังลูกกลับไป เชอร์ล็อกก็สั่งคนงานมากั้นห้องนอนใหญ่ๆของเขาให้เป็นห้องนอนของจอห์นอีกห้อง แล้วเอาเตียงไม้ที่เขาเก็บไว้สำรองเผื่อว่าคนงานจำเป็นต้องมาค้างที่บ้านออกมาหนึ่งชุดแล้วก็ช่วยกันประกอบกับจอห์น ที่เขาและจอห์นตัดสินใจนอนห้องเดียวกันเพราะ ต่อไปจะได้คอยเตือนกันเรื่องหยูกยา พากันออกกำลังกาย ใครทำอะไรหนักไปอีกคนก็ช่วยปราม ไหนๆอยู่ด้วยกันแล้วดูแลกันให้เต็มที่ไปเลยดีกว่า เผื่อเป็นอัมพฤกษ์อัมพาต หรือสารพัดอาการคนแก่จะได้ช่วยกันทันเวลา

 

หลังจากวันนั้น ชีวิตที่บ้านไร่ของเชอร์ล็อกที่ตอนแรกจอห์นไม่คิดว่าจะสนุกตื่นเต้นเหมือนเมื่อก่อน แต่มันก็สนุกอย่างเหลือเชื่อแม้ว่าจะเทียบกับตอนช่วยกันปราบอาชญากรรม แต่แค่มันสนุกคนละแบบ ถ้าเขาเข้าใจไม่ผิด เชอร์ล็อกเองก็มีความสุขมาก เพราะเขาเห็นว่าเชอร์ล็อกมีสีหน้าเปื้อนรอยยิ้มเล็กๆตลอดเวลา วันนี้ก็เช่นกัน จอห์นช่วยเชอร์ล็อกเอาดอกไม้จากกระถางลงดิน เขานึกๆดูก็รู้สึกว่าก็ดีเหมือนกันนะ เชอร์ล็อกชอบดอกไม้ที่เขาชอบเขาอยากมีแปลงดอกไฮเดรนเยียมาตลอด แต่คราวนี้ได้มาเกือบร้อยต้น และอีกอย่าง…ซึ่งไม่ใช่แค่วันนี้หรอก หลายครั้ง…เขาก็รู้สึกว่าเชอร์ล็อกชอบมองเหม่อมาที่เขานานๆ พอเขาจ้องตอบเชอร์ล็อกจะหันหนีหรือรีบทำสีหน้าครุ่นคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย แต่ที่แปลกคือ….วันนี้เชอร์ล็อกมองกลับมาตรงๆ ยิ้มให้ แล้วก้มลงยกต้นไม้ลงดินต่อ ทุกอากัปกิริยาเป็นธรรมชาติมนุษย์มนามากจนเขาแปลกใจเลยกลายเป็นว่าเขาต้องมานั่งจ้องเชอร์ล็อกซะเอง เชอร์ล็อกก็เหมือนจะรู้ตัว เงยหน้าขึ้นมายิ้มให้อีกครั้ง จอห์นคิดว่าถ้ามัวแต่มองกันไปมองกันมาคงทำงานการไม่เสร็จเลยยิ้มให้เชอร์ล็อกแล้วก็ก้มหน้าก้มตาทำงานต่อไปเหมือนๆกัน อีกสักพักก็ชวนคุยเรื่องเสียงนกเรื่องกลิ่นอากาศกันไปตามประสา

 

จนตอนแดดร่มลมตก เชอร์ล็อกชวนเขามานั่งกินข้าวกินปลาแล้วห้อยขาลงไปในบึง เชอร์ล็อกส่งข้อความบอกคนงานเป็นระยะๆ แต่ก็ไม่ถึงกับขัดความสงบสุขเวลารับประทานอาหารเย็น พอจะลุกขึ้นเชอร์ล็อกลุกขึ้นก่อน จอห์นเกิดแข้งขาไม่ดีขึ้นมาจริงๆ เพราะตอนที่แยกกันอยู่อาการทางจิตที่ทำให้ขาไม่ดีกลับมาอีกครั้ง ทั้งที่เขาคิดว่ามันจะต้องหายไปแล้ว แล้วพอดีเขาตกบันไดเพราะก้าวพลาด สะโพกขวาเลยคลาก ตอนนี้แข้งขาเลยไม่ดีขึ้นมาจริงๆ พอดึงกันขึ้นมาจากพื้นเสร็จ สองผู้เฒ่าก็เข้าบ้านไปอาบน้ำอาบท่ากินหยูกยาบำรุง แล้วฝึกโยคะสักพักก่อนจะเข้านอน ซึ่งตอนนี้จอห์นก็พอจะเป็นโยคะนิดๆหน่อยๆแล้ว หลังจากมาอยู่กับเชอร์ล็อกเกือบปีแล้วเชอร์ล็อกค่อยๆสอนให้

 

ตกกลางคืน วันนี้ท้องฟ้าแจ่มกระจ่างเพราะเป็นคืนวันเพ็ญ ห้องนอนของทั้งคู่เป็นห้องใต้หลังคากว้างๆ โปร่งๆเพราะหลังคาสูมาก เหนือเตียงของเขามีไม้สลักเป็นรูปหัวเอลค์

“นี่..ฉันว่าฉันอาจจะตายเพราะไอ้หัวเอลค์นี่หล่นมาทับสักวันนะ” จอห์นพูดขณะมองหัวเอลค์เหนือเตียง

 

“ไม่ดีเหรอ…ได้ตายใกล้ๆฉันไง” เชอร์ล็อกตอบด้วยเสียงกลั้วหัวเราะมาจากอีกฟากของห้อง

 

จอห์นได้ยินแล้วก็ขำ เดี๋ยวนี้เชอร์ล็อกหัดพูดเล่นพูดหัวมากมาย ตรงนี้แหละที่ทำให้จอห์นรู้สึกว่ามันไม่ได้จืดไปกว่าช่วงที่ไปวิ่งไล่จับโจรผู้ร้ายด้วยกันเหมือนเมื่อก่อนเลย ส่วนไอ้เรื่องที่เชอร์ล็อกชอบชวนไปกางเต๊นท์เล่นในป่า หรือไปดูสัตว์นี่ก็ยังถือว่าเป็นของแถม

 

จอห์นลุกขึ้นจากเตียงเพราะนึกได้ว่าตอนนี้เชอร์ล็อกเจาะเพดานเหนือหัวเตียงแล้วใส่กระจกเข้าไปแทนเพื่อให้เชอร์ล็อกได้นอนดูดาวและพระจันทร์ได้สะดวก จอห์นนึกอยากเห็นพระจันทร์เต็มดวงขึ้นมาเลยเดินมาที่เตียงเชอร์ล็อก แล้วหย่อนก้นลงข้างๆเพื่อนที่กำลังมองฟ้าตาไม่กระพริบ

 

“นอนด้วยคนได้มั้ยหละคืนนี้” จอห์นถาม เชอร์ล็อกก็เขยิบให้ทันทีแทนการตอบ “ฉันมีหมอนวางไว้บนเตียงสองใบก็เพราะเผื่อสักวันจะมานอนดูดาวด้วยกันนี่แหละจอห์น…มาสิ”

 

“ดูเฉยๆ แล้วจำอะไรไม่ได้เหมือนเมื่อก่อนหรือเปล่าหละ” จอห์นถามขำๆ ขณะที่ค่อยๆสอดตัวเข้ามาในผ้าห่ม

 

“เดี๋ยวนี้ฉันเก่งเรื่องดาวแล้วนะ  สมองฉัน มันมีที่เหลือเยอะแยะพอจะใส่อะไรลงไปได้อีกหลายอย่างเลยจอห์นพอฉันไม่ต้องทำอะไรเหมือนเมื่อก่อนแล้ว” เชอร์ล็อกยิ้มจนแก้มเป็นสีชมพู และจอห์นก็เห็นเพราะคืนนี้เดือนหงาย แล้วอยู่ๆก็เหลือบตามามองเขาอย่างจริงจังเพราะไม่พอใจที่เขาหัวเราะ

 

“ที่เห็นว่าฉันทำอะไรตั้งหลายอย่างที่ตอนหนุ่มไม่ได้ทำ ไม่ใช่เพราะฉันเข้าใจชีวิตผิดนะ ฉันวางแผนไว้แล้ว…จะได้มีความสุขไปทีละเรื่อง” แล้วก็บอกให้จอห์นดูดาวดวงนั้นดวงนี้ไปเรื่อยๆ แล้วก่อนจะมาจบที่เรื่องดวงจันทร์ ว่ามันจะกลมเต็มที่ ในวันแรมหนึ่งค่ำไม่ใช่วันเพ็ญอย่างที่ควรจะเป็น

 

“จริงเร้อออ เชอร์ล็อก” จอห์นทำตาโตเบิ่งอย่างสงสัย เชอร์ล็อกก็เลยมอง เพราะจอห์นเวลางกเงิ่นงงงันอย่างคนแก่นี่แหละ มองรวมๆแล้วเหมือนเห็ดต้นฟางต้นเล็กๆนี่แหละน่าดูที่สุดแล้ว เชอร์ล็อกรู้สึกว่าอากาศกำลังสบาย ท้องฟ้าก็โปร่ง ใจของเขาก็ไร้ภาระ และคนที่เขาอยากอยู่ใกล้ชิดมาตลอดชีวิตก็มาอยู่ตรงนี้สักที เชอร์ล็อกเบียดกายเข้าไปใกล้จอห์นที่ได้หันกลับไปทำตาโตๆมองพระจันทร์เพื่อจำภาพคืนวันเพ็ญไปเปรียบกับคืนพรุ่งนี้ให้เต็มตาเพราะหูตาก็เริ่มฟ่าฟางแล้ว

 

“ถ้าอยากรู้พรุ่งนี้ก็มานอนเตียงนี้อีกสิจอห์น แล้วมาดูพระจันทร์กัน ดูซิจะกลมกว่าวันนี้มั้ย” เชอร์ล็อกตอบเบาๆ

 

“เชอร์ล็อก….” จอห์นเรียกเขาด้วยน้ำเสียงที่สดชื่น

 

“หืม”

 

“ชอบฉันใช่มั้ย” จอห์นถามเองก็ตื่นเต้นเองแต่ก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้

 

เชอร์ล็อกก็ได้แต่เงียบ จอห์นเลยจับมือเชอร์ล็อกที่จริงๆแล้วก็วางอยู่ใกล้ๆกันใต้ผ้าห่มนั่นแหละ

 

“ฉันรู้แล้วนะ…ว่าใครซื้อคลินิกของฉันตอนนั้น”

 

“แล้วไงอีก” เชอร์ล็อกเลิกคิ้ว เขาซักเพราะยังไม่จนต่อหลักฐาน

 

 “ฉันรู้นะว่าชอบแอบมอง”

 

“หึ แล้วไงอีก” เชอร์ล็อกก็เริ่มขำแล้วเหมือนกัน

 

 “ฉันรู้แล้วด้วยว่าทำไมไม่ยอมตอบจดหมายกับการ์ด แล้วก็ไม่ยอมรับโทรศัพท์…พูดจบจอห์นก็กอดเชอร์ล็อกที่ตอนนี้หันไปนอนตะแคงหัวเราะอีกด้าน

 

“อยากลืมฉันใช่มั้ยหละ” จอห์นหัวเราะจนหน้าแดงไปพูดไปขณะที่แขนทั้งสองข้างกอดเชอร์ล็อกจากทางด้านหลัง ที่ขำก็ขำเพราะเชอร์ล็อกหัวเราะจนตัวสั่น เชอร์ล็อกก็ไม่ได้คิดว่าอะไรตลกแต่ร่างกายมันหัวเราะเองจะทำไงได้…

 

“รู้ได้ยังไง ไหนอธิบายสิ ฉันจะฟัง” เชอร์ล็อกค่อยๆหยิบมือของจอห์นชูขึ้นเพื่อที่จะหันมาคุยด้วยง่ายๆ และวางมือจอห์นไว้ที่เดิมทันทีที่หันมาเจอกัน

 

“เซนส์มันบอก” จอห์นยิ้มแก้มปริ

 

“โถ่จอห์น….แก่ป่านนี้แล้ว ยังไม่ใช้สมองเหมือนเดิมเลยนะ…ฉันหละผิดหวังจริงๆเล้ย สอนไม่รู้จักจำ…”

 

“ก็เพราะจะเข้าโลงอยู่แล้วเนี่ยสิ ฉันถึงไม่อยากจะคิดอะไรมาก อยากทำอะไรก็ทำ อยากจะพูดอะไรก็พูด” จอห์นตอบแล้วถอนหายใจเบาๆ เชอร์ล็อกกระชับร่างให้แนบชิดกับเขามากขึ้นแล้วซบหน้าลงบนอกของเขา จนไรผมหยิกสีเทาๆระจมูก

 

“น่าจะถามฉันแบบนี้ซะตั้งสี่สิบปีที่แล้วหนะจอห์น…เดี๋ยวเราก็สลับร่างกันแล้ว

!!!!!!!!!!!!

 

 เอ้ย….

 

 “เดี๋ยวๆ…โทรศัพท์อยู่ไหน”

 

สองผู้เฒ่าช่วยกันควานหาโทรศัพท์ แล้วโทรไปอีกหลายต่อจนคนที่เขาอยากคุยด้วยรับสาย …

 

“อ้าว ว่าไง…” พ่อมดแก่แต่เสียงหนุ่มกรอกเสียงลงโทรศัพท์ เชอร์ล็อกยื่นโทรศัพท์ให้จอห์นพูด เพราะจอห์นพูดกับคนอื่นเก่งกว่าเขา ไม่สิ จอห์นชอบพูดกับคนอื่นมากกว่าเขาต่างหาก….

 

“เอ่อ ผมสองคนคิดว่าจัดการกับความคิด ที่จะทำให้ต้องเสียดายทีหลังได้แล้วครับ… เอ่อ ท่าน….”

 

หลังจากนั้นพ่อมดก็ขอคุยสไกป์1เผื่อจะได้คุยกันง่ายขึ้น เพราะเขาต้องใช้ตาพิเศษของพ่อมดตรวจดูทั้งข้างนอกข้างในของสองเฒ่า และอาจจะทำพิธีได้เลย ทั้งเชอร์ล็อกและจอห์นตอนนี้ก็มานั่งหน้าคอมกลางดึก

 

“เห้อ…” เอ็มรีสถอนหายใจ …

 

"ฉันทำอะไรให้ไม่ได้หรอกนะ...."

 

เอ็มริสรีบอธิบายต่อ “ฉันขอพูดอะไรหน่อยแล้วกัน ต้องขอโทษเธอทั้งคู่ด้วยที่อาจจะเหมือนซ้ำเติม แต่จำเป็นต้องอธิบายเพราะจะได้เข้าใจกันว่าฉันไม่ได้ใจร้าย ... อีกอย่างเธอก็สมหวังในชีวิต ไม่มีอะไรติดค้างในใจกันแล้วฉันถึงได้กล้าพูดนะเนี่ย .... เธอสองคนรู้แล้วว่าอะไรที่จะทำให้เสียดายทีหลัง ในวันที่เธอต้องเสียโอกาสนั้นไปแล้ว คำสาปทางความคิดของเธอมันทำงานสำเร็จไปแล้ว ดังนั้นที่เธอมาสมหวังในวันนี้… เพราะจอห์น…เธอไม่ต้องตอบคำถามใครในเรื่องเพศของเธอแล้ว เพราะเธอมีลูกมีเมียมาเยอะแล้ว อีกอย่างเธอมาอยู่บ้านไร่กับเชอร์ล็อกแบบนี้นอกจากลูกๆของเธอแล้วไม่มีใครรู้เลย….

 

 ส่วนเธอ…เชอร์ล็อก…เธอก็เสียใจมาเยอะแล้ว ที่เห็นจอห์นมีคนอื่นอยู่ตำตามาหลายปี เธอรู้สึกอยู่แก่ใจว่าเธอมีใจให้เขา แล้วเขาก็มีใจให้เธอ แล้วก็บอกตัวเองว่า เขาคือคนที่เหมาะสมจะใช้ชีวิตวัยชราด้วย แต่ตอนนี้ยังไม่ใช่…และไม่ได้รู้สึกอะไรกับเขา จนเขาแต่งงานมีลูกมีเมีย… แต่ตอนนี้เธอยอมรับว่ารักเขากับตัวเอง เพราะเธอกลัวที่จะสมเพชตัวเอง เพราะถูกคนที่ตัวเองรักปฏิเสธ

 

ดังนั้นฉันถอนทำสาปให้ไม่ได้หรอกนะ… ในเมื่อปมยังอยู่ แต่ด้วยเงื่อนไขต่างๆ มันเลยทำอะไรเธอไม่ได้แล้วต่างหาก ลองได้กลับเป็นเป็นหนุ่ม จอห์นก็จะทำแบบเดิม เธอก็ต้องช้ำเหมือนเดิมเพราะคนที่เธอรักไปอยู่กินกับคนอื่น”

 

“ผมไม่ทำอะไร เพราะผมรู้อยู่แก่ใจ ว่ายังไงจอห์นก็ต้องปฎิเสธอยู่ดีต่างหากหละ” เชอร์ล็อกตอบอย่างไม่พอใจ

 

“ฉันบอกแล้วไง ว่ามันจะต้องถอนความคิดที่ทำให้เธอต้องเสียดาย ไม่ใช่เสียใจ ตอบฉันมาสิ ว่าเธอแน่ใจว่าเธอไม่มีโอกาส ไม่ใช่เพราะมีลุ้นแต่ก็ป๊อด...แล้ววันนี้ไม่เสียดายเลยหนะที่ไม่ได้ลองขอจอห์นเดทดู….เอาเหอะนะ …. ฉันว่าพวกเธอแก่แล้ว นอนพักผ่อนเหอะ จริงๆยาขวดนั้นที่ฉันเคยให้เธอกิน มันพอจะทำให้เธออยู่กันอย่างมีความสุขไปอีกสามสิบปีเป็นอย่างน้อย อย่างมากก็ห้าสิบเลยนะ ถือเป็นคำขอโทษแทนลูกหลานคนใช้เวทมนต์ของฉันแล้วกัน” พ่อมดพูดจบก็รีบปิดสไกป์หนี…

 

เชอร์ล็อกล้มตัวลงนอน จอห์นก็ไม่รู้จะดีใจหรือเสียใจดีที่ได้อยู่ต่อไปอีกนาน ได้สมหวังในความรัก แต่ไม่ได้กลับร่างเดิม

 

“ช่างเหอะเนอะเชอร์ล็อก… ฉันก็เตะปี๊บไม่ดังแล้ว ดังนั้นอยู่ในร่างไหนก็เหมือนกันนั่นแหละ” จอห์นล้มตัวลงนอนตาม

 

“อืม… หลับกันเถอะตาเฒ่า เก็บแรงไว้ดูพระจันทร์พรุ่งนี้กัน”

-           -   -     -    -    -       - 

วันคืนผ่านโดยที่เชอร์ล็อกกับจอห์นก็อยู่ด้วยกันอย่างสดชื่นแข็งแรงเท่าที่วัยนี้จะอำนวย ช่วยกันทำนั่นทำนี่ แล้ววันวาเลนไทน์ปีนี้เป็นวันวาเลนไทน์แรกที่เขาทั้งสองได้ฉลองกันในฐานะคู่ชีวิต จอห์นก็ตื่นเต้นทำอะไรจกุ๊กกิ๊กเต็มไปหมด ทั้งไปตัดดอกไม้มาให้เชอร์ล็อก โทรไปให้ลูกสาวสอนทำเค้ก แล้วก็เขียนการ์ด แล้วทำการ์ดอีกใบว่างๆ กะจะบังคับให้เชอร์ล็อกเขียนตอบ ส่วนเชอร์ล็อกทำหน้านิ่ว บ่นอุบอิบๆว่าวันนี้มันวันอัปปรีย์จัญไรไม่อยากจะฉลองเลย ถ้าไม่ใช่เพราะวันบ้าอะไรนี่จะโดนสาปมั้ย... แต่จนแล้วจนรอด เขาทั้งสองก็มาลงเอยที่การนั่งกินช็อกโกแล็ตชนิดหวานน้อยด้วยกันหน้าเตาผิง บนเก้าอี้นวมคนละตัวเหมือนตอนหนุ่มๆ

 

 จอห์นและเชอร์ล็อกถึงจะไม่รังเกียจในการที่จะไปสิงสู่ในอีกร่างหนึ่งเท่าไหร่ แต่ก็อดจะตื่นเต้นไม่ได้ นี่ก็ตื่นเต้นค้างมาสามวันแล้ว ไม่รู้ทำไมถึงไม่สลับร่างสักที

 

 “นี่แน่ะ” เชอร์ล็อกดึงจอห์นเข้ามามองกระจกบานเดียวกับที่เขามองอยู่แล้วก็นั่งลง  “เดี๋ยวเราก็สลับร่างกันแล้วนะ…ฉันเลยจะสอนเซ็ทผมหนะ…จำได้ว่าคราวที่แล้วตอนสลับร่างกันครั้งยังหนุ่มหนะ…ผมฉันไม่เป็นทรงเล้ย” เชอร์ล็อกพูดยิ้มๆ

 

“มาๆ ทำตามที่ฉันบอกนะ” เชอร์ล็อกยื่นกระปุกแว็กซ์ให้ จอห์นก็หวีผมเชอร์ล็อกแล้วลองเซ็ทตามที่บอก ออกมาเรียบร้อยกว่าที่เชอร์ล็อกทำเองซะอีก “นี่ๆ…จอห์น…วันนี้สอนให้ทำแบบเนี้ยบมากๆไว้ก่อน เพราะทำจนชินมือแล้วคุณภาพจะดร็อปลงทุกอย่างนั้นแหละคนเรา….ฉันถึงเกลียดนักไง อะไรที่มันเดิมๆ” เชอร์ล็อกพูดจบก็หันตัวเองจากหน้ากระจก ไปซบหน้าบนหน้าท้องจอห์นที่ยืนอยู่แล้วเอามือเกาหลังจอห์นไปพูดไปเบาๆ

 

“นี่ๆ….ห้ามย้อมผมนะ”

 

 “ไม่ย้อมหรอก แก่แล้ว”จอห์นตอบไปก็เล่นผมเชอร์ล็อกไป จริงๆจะย้อมทำไม สีเทาๆ ตาซีดๆ ตัวขาวๆนี่มันก็ดูจืดๆตาน่ารักดีออก เสียดายที่ว่าคงไม่ได้เห็นรูปกายที่ว่านี้ทำตัวดื้อด้านเป็นเฒ่าทารกขี้โมโหอีกต่อไป ....

 

“กลัวสาวติด…ก็ฉันมันดูดีแล้วก็ยังไม่แก่มากนี่นา…ไม่เอาอะ ดูหนุ่มขึ้นคงหล่อตายเลย”

 

จอห์นรู้ดีว่าเชอร์ล็อกหึงมากกว่าที่จะหวงตัว

 

“เอาเถอะเชอร์ล็อก ต่อให้ไม่ใช่ร่างนี้” เขาเอานิ้วจิ้มร่างตัวเอง “แต่เป็นร่างนี้” จอห์นเอานิ้วจิ้มที่กระหม่อมเชอร์ล็อก เชอร์ล็อกก็เลยหน้ามองตาม แต่หน้ายังแนบอยู่ที่เดิม “ก็มีสิทธิ์หวงได้ ฉันไม่ว่าหรอก…เพราะเราคบกันแล้ว จะหึงก็ยังได้เลยนะ” จอห์นทำตาหรี่ๆอย่างรู้ทันหลังพูดจบ เพราะเขาก็รู้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ว่าเชอร์ล็อกขี้หึง ขี้หวงขี้อ้อน งอแง ง้องแง้ง แล้วก็ไม่ได้เป็นกับเขาคนเดียว กับไมครอฟท์ หรือเลสตราดก็โดนอ้อน … แม้จะเป็นการอ้อนteenก็ตาม…

 

เวลาล่วงเลยไปโดยไม่มีการสลับร่างเกิดขึ้น…จนถึงวาเลนไทน์อีกปี ตอนนี้เขาสองคนแนบแน่นยิ่งกว่าเดิม ไม่เคยห่างกันกระทั่งเวลาอาบน้ำหรือขับถ่าย เพราะเกรงว่าจอห์นขาไม่ดีจะลื่นล้มในห้องน้ำ แม้จะได้อายุขัยเพิ่มก็ตามแต่ไอ้ยาที่ว่านั่นไม่ได้ครอบคลุมอุบัติเหตุ วันนี้เชอร์ล็อกได้รับการ์ดสีชมพูที่เขาเกลียด,เพราะเขาดูแคลนกราฟฟิกโลว์เทสท์แบบวาเลนไทน์ที่ทุกอย่างเป็นสีชมพูโมโนโครมแถมถ้าไม่รูปกุหลาบก็หัวใจ,มาหนึ่งใบ

 

 “แน่ะ…ถ้าใครส่งมาจีบ… ฉันจะด่าแน่ๆแล้วนะคราวนี้…หัวหงอกก็ไม่เว้นนะ….” จอห์นเหลือบตามามองขณะปาดเนยบนหน้าขนมปัง จนปาดเลยมาโดนสันมือ เชอร์ล็อกก็ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่รู้ทันที่จอห์นทำเป็นพูดเล่นแต่ก็แอบขึงขัง

 

“จริงจังขนาดนี้ กลับไปไว้หนวดมั้ยจอห์น…” เชอร์ล็อกแหย่

 

จอห์นไม่ใช่คนขี้หึงจุกจิกแต่อยู่ๆมีการ์ดวาเลนไทน์มาหาเชอร์ล็อกนี่มันก็น่าสงสัยอยู่ นี่ถ้าอ่านแล้วเจอว่าเป็น “ฉันยังไม่ตาย…(แม้จะเจ็ดสิบแล้ว)… กินข้าวกันมั้ย” หละเขาคงควันออกหู…เลยเขยิบมานั่งใกล้ๆเพื่อตรวจดูการ์ด แล้วก็จับมันกางออก เพื่อที่จะอ่านออกเสียง

 

 “แม้จะแก้คำสาปไม่ได้ แต่พวกเธอคงจำที่ฉันบอกได้…ว่าคำสาปมันเป็นนามธรรม…ดังนั้นเรื่องใจเป็นของสำคัญ”

 

“เอ็มริสนี่นาเชอร์ล็อก” จอห์นเหลือบตามามองเชอร์ล็อกแวบหนึ่งก่อนอ่านในใจไปพร้อมๆกัน

 

 “ตอนนี้เธอทั้งสองถือเอาความสุขความสบายใจทั้งด้านร่างกายและจิตใจอีกฝ่ายเสมอกับความสุขสบายของร่างกายและจิตใจของตัวเอง ต่างก็ไม่มีความลับ ไม่มีนอก ไม่มีใน จริงใจต่อกัน   ดังนั้น คาถาสลับร่าง แม้จะยังมีอยู่ แต่ก็ทำอะไรคนที่เป็นหนึ่งเดียวกันทั้งกายใจอย่างเธอสองคนไม่ได้…จะสลับไปร่างไหนหละ  ในเมื่อมันคือร่างตัวเองทั้งคู่….”

 

 “สุขสันต์วันวาเลนไทน์นะ

 

 เอ็มริส….

 

 ปล. เรียกฉันว่าเมอร์ลินก็ได้…”

 

 จริงๆเชอร์ล็อกไม่เข้าใจหรอกจะมากันเองให้เรียกเมอร์ลินทำไม ในเมื่อเอ็มริสก็สองพยางค์ ไอ้พ่อมดนี่ก็แปลก แล้วทำไมไม่บอกตั้งนานแล้ว จะได้ไม่ต้องตื่นเต้น แล้วอีกอย่างมันรู้ได้ยังไงว่าตอนนี้ทุกอย่างกลมเกลียวลงล็อก… แต่ช่างเหอะ เปลืองสมอง …. เอาเป็นว่าตอนนี้ไม่มีปัญหาแล้วก็แล้วกัน

 

 “รู้แล้วสินะว่าไม่มีอะไรน่าระแวง” เชอร์ล็อกโพล่งออกมาทันทีที่จอห์นเข้าใจแล้ว “เห็นมั้ยใครขี้หึงกว่ากัน”

 

 “ฉันไม่ได้หึง ฉันแค่แปลกใจเท่านั้นเองหละเชอร์ล็อก…แหม่ ก็ทำเป็นลับลมคมในนี่นาทีแรกหนะ….” จอห์นตอบก่อนช่วยเก็บการ์ดใส่ซอง แต่เชอร์ล็อกอยู่ๆก็เอาแขนมากอดจอห์นแน่น

 

 “แต่ระแวงไว้ก็ดีนะจอห์น ฉันมีเรื่องยังไม่ได้บอก” เชอร์ล็อกพูดออกมาหน้าตาเฉย จอห์นก็หันมามองอย่างสงสัย เชอร์ล็อกทำคิ้ว(โล้นๆ)ตกๆ ทำตาเศร้า แต่หอมขมับจอห์นก่อนหนึ่งทีก่อนจะกระซิบจอห์นเบาๆด้วยเสียงโทนกระหยิ่ม…

 

 "มีความลับอะไรอีกหละ" จอห์นเหลือบตามองเชอร์ล็อกที่ยังไม่ขยับไปไหน

 

 

“ก็ฉันยังเตะปี๊บดังอยู่หนะสิจอห์น”

 

 End.

 

************

 


---------------- 
 “ถามจริงๆนะจอห์น ….ไม่รู้เหรอ” 


“ไม่รู้หรอก ก็ฉันทำอะไรไม่ได้แล้ว ฉันก็นึกว่าอายุเท่าเราเขาไม่ทำอะไรกันแล้วนี่นา” 


โถ่ ….นี่ถ้าเป็นนักเขานะ ป่านนี้มันขันลั่นป่าแล้ว ทำไมนอนอยู่ข้างกันถึงได้ไม่รู้ไม่ได้ยินนะ… เชอร์ล็อกทำแอ๊บโมโห 


จอห์นเลยหมั่นไส้... "นี่ๆ ยังเวอร์จิ้นใช่มั้ย?? … ก็เหมือนกระบี่นายร้อยฉันหนะ มีไว้ประดับยศไว้งั้นๆนั่นแหละ…คมแต่อยู่ในฝัก…ขึ้นสนิมหมดแล้วเพราะไม่เคยชัก…" 



"รู้ได้ไงว่าฉันไม่เคยชักหนะ" เชอร์ล็อกตอบจอห์นอย่างมีเลศนัย 

…… 

เห็นมะ เงียบ… มานี่มาจอห์นมา อย่าเสียเวลาอยู่เลย เดี๋ยวเงื้อง่าราคาแพงคำสาปมันกำเริบนะ สลับร่างกันทีนี้ไม่ต้องเตะมันแล้วปี๊บเปิ๊บ …….อ้าวเร็วๆสิจอห์น… อีกยี่สิบก้าวก็ถึงเตียงแล้วนะ….   

 

**************

 

1.ที่บอกว่าสไกป์ เพราะไม่รู้ว่ายุคหน้ามันจะโปรแกรมอะไรเนอะ.... 

 แอบแท็กคุณแตงโม กับคุณเพียว เนื่องจากอยากแท็กทุกคน แต่มันเป็นงานอีกแนวกลัวทุกคนผิดหวังค่ะ แต่คุณแตงโมกับคุณเพียวอ่านแล้วไม่ถูกใจไม่เป็นไรนะคะ ไม่ต้องอ่านก็ได้ แท็กเฉยๆ @doctorblueberry @pia-pia @nh2dpun 

edit @ 21 Jun 2013 21:04:53 by concuben

ไม่ใช่ไรนะคะ คือเราพล็อตในหัวไว้นานชาติแล้ว …. แต่มันไม่ได้ใช้สักทีเพราะไม่มีเวลาเขียน ดังนั้นเลยจะหาคนช่วยเขียนค่ะ เพราะคิดเล่นๆว่าจะเขียนฟิกฮ็อบบิทแบบไม่วายสักเรื่องยังไม่ได้ทำเลย แถมยังมีดราม่าวิชาชีพอีก โอววววว

 

ใครว่างบวกนึกครึ้ม แจ้งเราได้นะคะ

 

 

เดี๋ยวสิ ก่อนอื่นเราต้องโฆษณาฟิกเก่าเราก่อน คนเก่าคนแก่ที่เคยอ่านหายไปไหนกัน ไหนว่าอยากอ่านกันไง หุหุ

พระ-นาย ลงเอยกันแล้วค่ะ เรื่อง Best Friend เฮฮฮฮ แปะๆๆๆ ตรงนี้เลยค่ะ

ขอโฆษณาแฝงอีกเรื่องสิ Star Trek เทรลเลอร์ใหม่มาแล้วนะ โคตรวิ้งเลยพี่เบน เด่นกว่าพระนางทั้งลำ

 เอ๊ะแทรกวิดิโอมันทำยังไง....เอาเหอะมีลิงค์ก็ดูกันไป 

 

อย่าฝางทางคนเฟี้ยว เดี๋ยวจะโดนเหนี่ยวกันทั้งเอ็นเทอร์ไพรซ์...

 

โดนเหนี่ยวพร้อมกัน 17 พฤษภานี้ !!!

 

 

 

 

โอเค โฆษณาแฝงจบแล้วนะคะ 5555 มีใครอยากเขียนฟิกต่อกับเราบ้างคะ สามเรื่องต่อกัน ให้ออกมาโบรมานซ์ ตอนจบเท่านั้นที่จะวายได้ หรือจะไม่วายก็ได้ค่ะ ขอตอนละแค่สิบหน้า เขียนให้สอดคล้องกัน

 


Part 1. วันวาเลนไทน์จอห์นไม่ไปไหน เพราะมันมีเหตุให้ไปไม่ได้ เลยต้องอยู่กับเชอร์ล็อก

 


Part 2.บังเอิญคู่เดทจอห์น จริงๆแล้วเป็นแม่มด เลยสาปให้ทั้งคู่สลับร่างกัน กลายเป็นว่าเชอร์ล็อกต้องอยู่ในร่าง และใช้สมองกับไอคิวของจอห์น จอห์นก็เข้าไปอยู่ในร่างและใช้ไอคิวของเชอร์ล็อก(แต่วิธีคิดเป็นคนเดิม)


Part 3. เชอร์ล็อกจัดการกับเวทมนต์นั้นอย่างไร (จะคงร่างนั้นต่อไป หรือจะหาทางแก้ไขเวทมนต์)


กติกาก็ไม่ยากมากค่ะ แค่เขียนให้อยู่ให้กรอบมันยังอยู่ แต่จะ think outside the box ยังไงก็ได้ ขอให้มันออกมาต่อเนื่องกับตอนที่อยู่ก่อน และไม่ขัดที่จะส่งต่อในบล็อกที่เตรียมเอาไว้ให้เท่านั้นเองค่ะ จะเติมแต่ง แฟ็กท์ยังไงก็ได้

 

เฮฮฮฮ ปิดรับสมัครแล้ว ทุกท่านที่ร่วมเล่นมาตกลงกติกาตรงนี้ได้ค่ะ

edit @ 23 Mar 2013 18:19:50 by concuben

ประกาศหาคนอ่านที่ไม่มีไอดีใน exteen...แล้วเคยมาเม้นท์ว่าอยากอ่านฟิกเรื่องนี้ 
 
อืมมมมม ไม่ใช่ไรนะคะ มันมีคนอ่านจำนวนนึงที่ไม่มีไอดีในนี้ จะแท็กเรียกก็ไม่ได้ แล้วเคยบอกเราไว้ว่ารอคอยการกลับมาของเรื่องนี้ เราเลยอยากจะลองดู เผื่อว่าเสิร์ชแล้วจะเจอ จะได้มาอ่านกัน แต่ไม่อ่านก็ไม่เป็นไรนะคะ แค่รู้สึกหมั่นเขี้ยวเฉยๆ เพราะมันแท็กไม่ได้อะ....เพราะตอนเราเขียน เราเขียนให้คนที่อยากอ่านมากๆ แล้วพอเขียนเสร็จเขาก็อาจจะคิดว่าเราเลิกเขียนไปแล้ว อะไรแบบนี้ เพราะว่าเลื่อนบ่อยเหลือเกิ๊นนนนนน
 
ใครอ่านอยู่แล้วเคยมาเม้นท์ว่าอยากอ่านตอนพระนางลงเอยกันก็ขอให้รู้ไว้ว่ามันมาแล้วค่า
 
 
แค่นี้แหละ มีสองพาร์ทค่ะ....
 
 
 
ถ้ายังอ่านไม่ถึงตอนที่ห้า แล้วค้างไว้ตอนก่อนๆ ทุกตอน อยู่ตรงนี้เลย  
 
คิดว่าทำได้แค่นี้แหละเนอะ จะเจอหรือเปล่าก็อีกเรื่องนึง 
 

edit @ 12 Mar 2013 15:26:00 by concuben

เผื่อใครหลงมาเจอ ตอนก่อนๆหน้านี้อยู่ตรงนี้ทั้งหมดค่ะ

http://concuben.exteen.com/fic-sherlock <<< ติดตามได้ทั้งหมดตรงนี้ค่ะ 

 

 

Rating: จากอาร์ลดลงมาเกือบๆอาร์แล้วค่ะ คือคิดว่าอ่านแล้วแค่อยากเล่าไอเดียเฉยๆนะไม่ได้กะจะยั่วยุอารมณ์ใดๆ เหอๆๆ 

 

คำเตือน: ยาว เวิ่นเว้อ และลามก …..ยาวแบบสองเท่าของตอนที่แล้วเลยค่ะ อ่านแบ่งๆก็ได้ ไม่ต้องรีบ ใครสัญญาว่าจะเม้นท์มาเม้นท์ด้วยนะ ใครแอบอ่านมาเปิดเผยตัวหน่อย สงสัยจริงๆว่าเรื่องนี้มีคนอ่านกี่คน... 

 

  -   -     -     -    -     -

 เชอร์ล็อกออกมาจากบ้านหลังจากวิกเตอร์ไปได้ไม่นาน แล้วแทนที่วิกเตอร์จะไปกับคนขับรถ...วิกเตอร์ดันทิ้งไว้ให้ขับไปส่งเขาที่บ้านแทน แล้วตัวเองก็ไปขับรถทำเป็นพระเอกหรือนายเอกเอ็มวีที่ไหนก็ไม่รู้ เชอร์ล็อกเลยได้ทีนั่งไปก็ชวนคนขับรถคุยไปแนวๆ ยุให้ตำ ชื่อเชื่อไม่ต้องถามมันแล้ว ….


 

ถ้ามันได้กันเมื่อไหร่ รับรองว่าเดี๋ยวก็รู้

 

 

และในเมื่อวิกเตอร์มันเชื่อว่าคนอกหักหวั่นไหวง่าย แสดงว่ามันนั่นแหละเป็น….ดังนั้นหวั่นไหวแบบนี้ หล่อแบบนี้ ล่ำแบบนี้ มีใจแบบนี้ ท่าทางแรงดีแบบนี้ ….ไม่นานเกินรอ

 

 

ขี้คร้านจะขอบคุณ … หึหึ

 

 

เขาจำเป็นต้องชิปคู่นี้ ไม่ใช่แค่เพราะไอ้วิกเตอร์มันทำเขาเจ็บใจมันเลยต้องเจ็บตรูด ป่าวเลย เขารู้ว่าเจ็บก็แค่ทีสองทีเท่านั้นแหละ … แต่ประเด็นคือ เขากับวิกเตอร์จะได้จบๆกันไปสักที ไม่ต้องมาคาราคาซังแล้ว และถ้าเขาโชคดีได้ลงเอยกับจอห์น จอห์นเห็นสารรูปกิ๊กที่ยังโสดแล้วหุ่นกับหนังหน้ากิริยายังกับเทพบุตรแบบนี้ คงจะเกิดปัญหาครอบครัวแน่ๆ

 

 

ดังนั้นเขาควรจะตัดไฟตั้งแต่ต้นลม ถ้าหึงจะได้บอกได้

 

 

“แหมจอห์น…. แฟนมันหุ่นยังกะรถยก… มันคงจะแลฉันหรอก….”

 

 

จบไปอีกหนึ่งประเด็น….

 

 

แต่ที่เหมือนจะจบนานแล้ว แต่ยังไม่จบคือเรื่องเขากับจอห์นต่างหาก ก็รู้แล้วว่ารัก แต่ปัญหามันก็คือเขาเริ่มไม่แน่ใจว่า มันมีทางแก้ทางเดียวจริงหรือ เพราะเขาก็เพิ่งนึกได้เมื่อครู่ว่าทางใจแล้ว วิกเตอร์อ่อนแอกว่าเขา เขาไม่ควรไปถามมันเลย… จริงๆเขาควรหาคนที่ใจหินไปกว่านี้..

 

 

ไมครอฟท์….

 

 

เอาเหอะ….

 

 

เชอร์ล็อกดันนึกขึ้นมาได้ถึงตรงนี้พอดีตอนถึงประตูหน้าแฟล็ต…มิสซิฮัดสันเจอเขาก็โผเข้ากอด แต่เขาก็บอกว่า “ขอตัวก่อนนะครับ ผมมีเรื่องต้องขบคิด” แล้วกระโดดแผล็วขึ้นบันได พอถึงห้องก็จัดแจงถอดโค้ท กระโดดลงเตียง … หยิบโทรศัพท์มาเปิดไลน์ จ้องข้อความของจอห์นที่ส่งมา

 

 

“ลูกฝากถามว่า...ตายหรือยัง”

 

 

ทำไมก็ไม่รู้เขารู้สึกว่าเขาอยากตอบมากๆ อยากตอบใจจะขาด เพราะจอห์นส่งมาด้วยอารมณ์ที่มันมากกว่าความเป็นห่วงธรรมดา แต่ไอ้ที่ว่ามากกว่า มันก็ไม่รู้ว่าแค่ไหน เพราะจอห์นห่วงทุกคนบนโลกใบนี้ เจอกล่องสาธารณะอะไรก็หยอด แม้แต่เด็กในซูดานไม่รู้จักมักจี่จอห์นก็หยอด หมาโดนรถชน เพื่อนหญิงพลังหญิง อะไรจอห์นก็เห็นใจสงสารเต็มที่ทั้งนั้น ….

 

 

แล้วนี่จะมาฟินเรื่องอะไรวะ??? กะอีแค่ห่วงจนโมโห เพราะเราไม่ตอบไลน์….

 

เชอร์ล็อกพยายามนึก ถึงเหตุและผลต่างๆ เพื่อที่จะแยกแยะอารมณ์ และเปรียบเทียบกับตัวตนของจอห์น โดยประมวลจากประสบการณ์ที่เขากับจอห์นได้อยู่ร่วมกันมา แต่คิดสะระตะยังไม่ทันจะเสร็จ เขาก็ได้ยินเสียงรถแท็กซี่ สงสัยมิสซิสฮัดสันโทรบอกจอห์นทันทีที่เขาโทรบอกเธอว่าจะกลับมาบ้านวันนี้ตั้งแต่ยังไม่ลุกจากเตียงวิกเตอร์

 

เขามองไปที่จอห์นที่กำลังเดินเร็วๆและเชอร์ลีนที่สะพายเป้ก้าวฉับๆตามหลังเพื่อเข้าบ้าน ด้วยท่าทางรีบร้อน ถ้าจอห์นไม่ใช่คนจิตใจอ่อนโยนขี้สงสาร ขี้เป็นห่วงชาวบ้านร้านตลาดหละก็ ป่านนี้เขาคงนอนฟิน ต่อให้แดดิ้นขาดใจตายตรงนี้ก็ไม่เสียดายชีวิต

 

 

 “เชอร์ล็อก!!!”

 

 

เชอร์ล็อกได้ยินเสียงจอห์นตะโกนมาจากบันไดชั้นหนึ่ง คงจะกำลังวิ่งขึ้นมา …

 

ชัดเลย…

 

ไม่รู้ว่าสมองจะประมวลผลว่าจริงมั้ย…. แตพาร์ทความรู้สึกของเชอร์ล็อกกำลังตะโกนกู่ก้องว่า เขาเป็นห่วงเรา เขาเป็นห่วงเรา เขาเป็นห่วงเรา เขาเป็นห่วงเรา เขาเป็นห่วงเรา เขาเป็นห่วงเรา เขาเป็นห่วงเรา เขาเป็นห่วงเรา เขาเป็นห่วงเรา เขาเป็นห่วงเรา เขาเป็นห่วงเรา เขาเป็นห่วงเรา เขาเป็นห่วงเรา เขาเป็นห่วงเรา เขาเป็นห่วงเรา

 

เชอร์ล็อกคว้าหมอนมากอดสงบสติอารมณ์….ศพ ศพ ศพ ศพ เละเทะ สมองไหล ม้ามแตก เขาเป็นห่วงเรา เขาเป็นห่วงเรา เขาเป็นห่วงเรา เขาเป็นห่วงเรา….. เชอร์ล็อกเอาหมอนที่ตัวเองกอดดับความรู้สึกสดชื่นหวานอยู่ในอกฟาดเตียงเพื่อเรียกสติ แล้วรีบหยิบมือถือที่เปิดหน้าไลน์ทิ้งไว้ เพื่อมาอนุมานครั้งสุดท้าย เผื่อมันจะฟลุกทันเวลาเหมือนคราวซุปเปอร์โนว่า

 

เอาวะ … เรื่องที่เราไม่รู้มาก่อนทั้งคู่….

 

 

แต่ก็คิดไม่ออก เขาเลยทำได้แค่ชักสีหน้ามาเป็นเรียบเฉย เพราะตอนนี้จอห์นกำลังไขกุญแจเข้ามาแล้ว

 

 

จอห์นเปิดเข้ามาอย่างงงๆ

 

เตียงหาย!!! + เชอร์ล็อกเพิ่งมาจากบ้านเพื่อน??

 

หรือมันไม่ต้องการเรา เพราะมีคนมาแทนแล้วเหรอวะ?? จอห์นใจหล่นหายไปที่ตาตุ่ม แถมเชอร์ล็อกที่เขาเห็นอยู่บนเตียง กำลังมองเหม่อออกไปนอกห้อง ไม่ได้หันมามองเขาสักนิด แล้วไหนจะเรียกไม่ขาน ไลน์ก็ไม่ตอบ….

 

เชอร์ล็อกไม่รู้จะทำหน้ายังไงดี เลยทำหน้านิ่งๆไว้ก่อน จอห์นก็เกิดอาการเก้ๆกังๆ ก่อนนั่งลง สิ่งที่เขาเตรียมมาบอกเชอร์ล็อกก็เลยสั่นคลอน เพราะเอาจริงๆนอกจากเตียงหายแล้วไม่ยอมตอบอะไรเลย แถมยังทำเหมือนไม่มีเขาอยู่ในห้องแล้ว มานึกๆดูมันก็ทำไม่สนใจทั้งตอนเขาขนของออกไปแล้วนี่นา

 

เย็นชาทั้งขาไปและขากลับแบบนี้…

 

ที่เราเตรียมมาพูดก็คงพูดไม่ได้แล้วมั้ง??

 

เชอร์ล็อกนิ่งแต่จริงๆแล้วตื่นเต้นจัด หน้าเลยแดงๆระเรื่อๆ จอห์นเลยหันหลังมือให้แล้วยกขึ้นมาทำท่าเหมือนจะทาบๆหน้าผาก แต่ท่าทางเหมือนไม่กล้าหรืออะไรสักอย่างที่เชอร์ล็อกไม่อาจจะคิดออกมาได้ตอนนี้ เชอร์ล็อกเลยก้มลงมาจนหน้าผากแตะกับหลังมือของจอห์นแล้วพลิกหน้าผากไปมาช้าๆ ให้จอห์นวัดอุณหภูมิคร่าวๆได้

 

“ตัวก็ไม่ร้อนนี่” จอห์นทักอ้อมแอ้มก่อนชักมือกลับ

 

เชอร์ล็อกนึกสมเพชที่วันนี้เขาจำต้องปล่อยให้ความรู้สึกมาครอบงำความคิด แล้วนี่ก็ไม่รู้ว่าจอห์นอารมณ์ไหนทำไมวันนี้แปลกๆไปเลยทำให้เขายิ่งงงเข้าไปใหญ่ โดนวัดไข้แล้วก็อดนึกถึงวันที่เขาปราบไอรีนไม่ได้ ตัวเองก็พูดสั่งสอนไอรีนซะดิบดี แต่ดันมารู้สึกเหมือนกำลังจะพังเพราะแค่เห็นหน้ากับได้ยินเสียงจอห์น…แถมใจยังเต้นตูมตามกะอีแค่จอห์นเอามือมาจับหน้าผาก

 

 

หมดกัน…คงจะไม่มีทางแก้แล้ว....

 

 

นี่ถ้าโดนวัดชีพจรแบบไอรีน จอห์นคงรู้แล้วหละว่าเขาคิดอะไรอยู่…แบไต๋จนสภาพ poker face หมดประโยชน์แบบนี้ต่อไปจะเล่นเกมชนะใครได้อีก

 

 

เชอร์ล็อกปลง… แต่เวลาคนเราปลง สมองจะโล่งไปหนึ่งอึดใจ และนั่นแหละความคิดต่อไปนี้ก็แทรกเข้ามาในหัวของเขา…

 

เอ๊ะ….

 

ไอรีนแพ้เพราะยอมให้อารมณ์ความรู้สึกมานำทั้งที่เล่นเกมอยู่ แล้วก็เอาความรักความรู้สึกมาเล่นเป็นเกมต่างหากหละถึงได้แพ้!!!

 

 

….นี่มันใช่เกมที่ไหนหละ…. นี่มันเรื่องความรัก ให้ความรู้สึกบอกว่าจะคิดยังไงต่อไปก็ถูกแล้ว…!!! ส่วนเรื่องเกมก็ใช้หัวนำใจไปสิ…

 

ตอนนี้ความสั่นไหวสั่นคลอนหวาดกลัวก็ยังอยู่ไม่ได้หนีไปไหน…แต่ไปนอนก้นในที่ของมันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เชอร์ล็อกมั่นใจว่าจะดีลกับจอห์นต้องให้ความรู้สึกเป็นตัวบอกว่าจะทำยังไงต่อไปนั่นแหละดีที่สุด…

 

 

เห็นเงียบไปนาน จอห์นเลยทักอย่างหงุดหงิดเล็กน้อย “ไม่ได้เป็นอะไรมากแล้วทำไมไม่ตอบหละเชอร์ล็อก”

 

 

เชอร์ล็อกหยิบโทรศัพท์มาดูทำเป็นไม่สนใจ เชอร์ล็อกไม่ได้เป็นอะไรหรอก แต่ถึงคิดเสร็จแล้วเขาก็ยังไม่ได้ออกตัวเสียทีเดียว เพราะหลังสองขวบเขาไม่เคยไม่ใช้เหตุผลแก้ปัญหา(แม้จะไม่ใช้เหตุผลในการสร้างปัญหาเท่าไหร่ก็ตาม) เลยมีอาการเหมือนเพิ่งฟื้นจากอุบัติเหตุแล้วหัดเดินวันแรก กว่าจะพูดได้ก็เลยเหมือนพิกุลกำลังจะร่วงออกจากปาก

 

“มีแผลนิดหน่อย แล้วก็เจ็บคอ พอดีอากาศมันเย็น ตอนที่ฉันหลบอยู่หนะ” เชอร์ล็อกก็ยังไม่มองเหมือนเดิม มองแต่โทรศัพท์

 

จอห์นรู้สึกว่าเชอร์ล็อกไม่ค่อยอยากจะพูดด้วยยิ่งรู้สึกใจหาย หลังจากที่เพิ่งตกไปอยู่ที่ตาตุ่ม...แล้วท่าทางมันไม่ได้เป็นอะไรมาก….แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ความรู้สึกเป็นห่วงลดลง

 

 

“ไปโรงพยาบาลมาหรือยังหละ”

 

 

“ไม่ได้ไป…ไปบ้านเพื่อนมา” เชอร์ล็อกตอบอย่างไม่ได้มองหน้าเหมือนเดิม มีเลิกๆคิ้วนิดหน่อยๆ เหมือนคิดอะไรคาหัวอยู่ จอห์นจากที่ใจโหวงๆเลยรู้สึกเริ่มๆจะเดือดนิดๆ เขาก้มมองตักตัวเอง ส่ายหน้าสองสามที เชอร์ล็อกเหลือบตามามองด้วยสีหน้าเฉยเมยไม่ต่างจากเมื่อครู่  

 

“สงสัยบ้านเพื่อนคงจะมียาดี” จอห์นมองเชอร์ล็อกด้วยกิริยาที่ไม่ต่างกับเมื่อครั้งที่จอห์นกัดเขาเรื่องไอรีนเท่าไหร่นัก

 

“เลย…ไม่ต้องไปโรงพยาบาลงั้นสินะ แบบ ป่วยแล้วหายเลย ปิ๊งง….เหมือนเสก” ตามสไตล์ที่จอห์นต้องกัดแล้วค่อยทำเป็นพูดอุบๆอิบๆ ตอนท้ายๆ เหมือนพูดประโยคบอกเล่าทำเป็น ออๆ อืมๆ เหมือนเข้าใจทั้งที่ดูยังไงก็รู้ว่ากำลังประชดประชัน

 

"!!!!!!!!!!" <<<<  นี่คือสถานการณ์ในหัวเชอร์ล็อก…. ทั้งที่ที่จอห์นเห็นคือเชอร์ล็อกเอาคิ้วสองข้างกับสันดั้งมาชนกัน แล้วจ้องกลับเหมือนเวลาที่เชอร์ล็อกไม่เข้าใจอะไร….แต่จริงๆแล้ว ในใจเชอร์ล็อก นอกจากที่ตอนจอห์นเพิ่งมาวนลูบแต่เขาเป็นห่วงเราๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ซ้ำๆ ตอนนี้เปลี่ยนเป็น

 

หึงฉันหละสิ หึงฉันหละสิ หึงฉันหละสิ หึงฉันหละสิ หึงฉันหละสิ หึงฉันหละสิ  ทั้งที่ตามรูปการณ์แล้ว มันก็ไม่ได้ต่างกับตอนที่ไอรีนมานอนที่บ้าน แล้วจอห์นทำพูดแทรก ทำเป็นนับเสียงเมสเสจ ทำตึงๆตังๆไม่ค่อยพอใจ เพราะถ้าเป็นอย่างงั้น จอห์นจะไปรู้สึกกับเขามากไปกว่าตอนนั้นได้ยังไง …. เชอร์ล็อกพยายามเตือนตัวเอง ว่าควรหาหลักฐานให้มากกว่านี้ก่อนค่อยมั่น

 

หรือว่าจอห์นก็คิดไม่ซื่อกับเรามานานแล้ว???

 

หึงฉันแน่ๆ หึงฉันแน่ๆ หึงฉันแน่ๆ หึงฉันแน่ๆ หึงฉันแน่ๆ หึงฉันแน่ๆหึงฉันแน่ๆ หึงฉันแน่ๆ หึงฉันแน่ๆ

 

เชอร์ล็อกหมดแรงไม่อยากต่อต้านเซ้นส์ตัวเองอีกต่อไป ไม่แคร์อีกต่อไปแล้วว่ามันไม่มีหลักฐาน

 

เอาวะ….ในเมื่อต้องให้ความรู้สึกนำ เซ้นส์นี่แหละต้องเป็นเนวิเกเตอร์…

 

ออกตัวซะทีนะเชอร์ล็อก…

 

 เชอร์ล็อกกระตุกยิ้ม “บ้านเพื่อนฉันคนนี้ มีดีกว่ายาอีกจอห์น” เชอร์ล็อกตอบด้วยท่าทางเท่ๆ ที่จอห์นหมั่นไส้นักหนา ….แหมม ทำเป็นมีลับลมคมใน…จอห์นก็ยิ้มตอบอย่างแค่นๆ อย่างที่เชอร์ล็อกคาดไว้จริงๆ…

 

 “บ้านเขามีหมอประจำตระกูลหนะ ไม่ได้มีแค่ยา ฉันเลยไม่ต้องไปโรงพยาบาล” เชอร์ล็อกหยุดก้มมองโทรศัพท์ แล้วโยนโทรศัพท์ใส่มือจอห์น เขาอ่านหน้าจอเป็นข้อความในไลน์ที่เขาส่งให้เชอร์ล็อกไปเมื่อเย็นนี้

 

“ลูกฝากถาม...ว่าตายหรือยัง” JW

 

เชอร์ล็อกทำเสียงจึ๊ๆ แล้วยิ้มยียวน “…ตกลงใครกันแน่ที่อยากรู้”

 

จอห์นงงว่าไอ้บ้านี่มันกำลังจะมาไม้ไหน แต่ด้วยความที่ยังฉุนๆอยู่ และลืมไปแล้วว่าตัวเองคิดว่ากำลังจะโดนเตะโด่งออกจากบ้านเลยรีบสวน “ก็ลูกหนะแหละที่อยากรู้ว่าตายหรือยัง… ส่วนฉันอยากรู้ว่า ถ้ายังไม่ตายเนี่ยนะ….ทำอะไรอยู่กับเพื่อน ทำไมถึงไม่ตอบ” จอห์นตอบโต้ด้วยสำเนียงและสีหน้าที่ไม่ได้ต่างกัน จริงๆมันก็มีเหตุผลให้จอห์นพูดออกไป เพราะเชอร์ล็อกเอาลูกมาให้เขาเลี้ยง แล้วตัวเองไปเริงร่ากับใครก็ไม่รู้ ???

 

“อยากรู้จริงๆเหรอ” เชอร์ล็อกอยู่ๆก็จ้องหน้าจอห์น เคยจ้องมาแล้วทำไมจะทำอีกไม่ได้ อันนั้นวันแรกที่เจอกันด้วยซ้ำ วันนี้คบกันมาตั้งนาน จ้องอีกหน่อยจอห์นคงไม่ว่าอะไร

 

จอห์นก็เลยจ้องกลับ เพราะจะไปหลบสายตามันก็ใช่เรื่อง…และยังจ้องต่อไป แม้เชอร์ล็อกจะค่อยๆเคลื่อนหน้าเข้ามาใกล้ขึ้นทีละนิดๆ แม้ไม่เข้าใจเท่าไหร่ จอห์นก็ตัดสินใจว่าต้องพูดอะไรสักอย่างเพื่อหยุดสถานการณ์นี้เพราะบรรยากาศมันชักทะแม่งๆแล้ว

 

“เอ่อ… มีหมอดีแล้วกลับมาทำไมหละ”  จอห์นเริ่มหายใจขัด …  แล้วอยู่ๆเชอร์ล็อกก็ปลดกระดุมเสื้อ ทีละเม็ดทีละเม็ด จอห์นที่ท้องไส้ปั่นป่วนอยู่แล้วเลยเริ่มเลิ่กลั่ก มองตาแล้วมองไปที่มือที่กำลังปลดกระดุม แล้วเชอร์ล็อกก็ถอดเสื้อออกมาจนเห็นแผลที่หน้าอก

 

 

“วิกเตอร์มันไม่ใช่คนเดียวหนิที่มีหมอ….ฉันก็มีหมอเหมือนกัน

 

 

… กลับมาหาหมอที่บ้านไม่ได้เหรอ”

 

เชอร์ล็อกตอบนิ่งๆแล้วค่อยๆ ขยับปากเป็นรูปรอยยิ้มตอบพูดจบ จอห์นกลืนน้ำลายเพราะรู้ตัวกะทันว่าคอแห้ง

 

“ทำแผลให้หน่อยสิ…พอดีคนนั้นหมอ…เด็ก…” เชอร์ล็อกพยายามปั้นน้ำเป็นตัวแบบหน้าด้านๆ…

 

เชอร์ล็อกได้ยินจอห์นแอบค่อยๆผ่อนถอนหายใจ แล้วก็ค่อยๆแกะผ้ากอซกับเทปที่หน้าอกของเขาเบาๆ เชอร์ล็อกได้กลิ่นจอห์นชัดขึ้น แถมสัมผัสจากมือจอห์นก็ทำให้เขาขนลุก

 

จอห์นก็คิดว่าตัวเองมือเบาและทำเบาแล้ว ทำไมเชอร์ล็อกยังจะขนลุกเลยถามด้วยเสียงค่อยๆทั้งที่ไม่ได้เงยหน้าขึ้นมามอง  “เจ็บมั้ย…โทษนะ”

 

“โถ่….แผลแค่นี้ ไม่ต้องหมอผ่าตัดหรอก อย่าว่าแต่พยาบาลเลย ยุวกาชาดก็ทำได้” จอห์นเอามือตบๆ แผลที่แห้งแล้วบนอกเชอร์ล็อก แล้วจอห์นก็ยิ้มออกมา เป็นร้อยยิ้มที่ใกล้กับหน้าของเชอร์ล็อกที่สุดเท่าที่จอห์นเคยให้

 

 “หึ… กลับมาหาหมอที่บ้านอะไรกัน…ถ้ามิสซิสฮัดสันไม่โทรหาฉัน ฉันก็ไม่รู้หรอกว่ากลับมาแล้ว”

 

จอห์นพูดกันห้องเงียบไปงั้นเอง ขณะค่อยๆ แกะเทปกาวที่เหลือออกจนหมด แต่ทำนานไปหน่อย จนเชอร์ล็อกที่เกือบจะแน่ใจแล้วว่าจอห์นเองก็มีใจ เริ่มสัมผัสได้ว่า ความคิดด้านอารมณ์ของเขาทั้งสองกำลังซิงค์กัน แถมจอห์นที่เป็นหมอผ่าตัด มาเจอแผลแห้งแล้วแค่นี้ยังจะมือสั่นนิดๆ เลยทำให้เชอร์ล็อกชักจะฮึกเหิม เหมือนทุกอย่างกำลังเข้าทาง

 

จอห์นคิดว่ารีบลุกจะดีกว่า “นอนเหอะ… ฉันมาดูเฉยๆ….เดี๋ยวค่อยย้ายกลับมาพรุ่งนี้ วันนี้จะไปนอนโซฟาก่อน”

 

ด้วยนิสัยทำอะไรทำจริง ทำแล้วสุดหูรูดเสมอ …. ก็ตอนนี้จะให้ใจนำหัวแล้ว เชอร์ล็อกเห็นจอห์นลุกขึ้น เลยยื่นมือไปคว้าแขนจอห์นโดยไม่ได้คิดอะไรไว้ก่อน

 

จอห์นหันมาด้วยความตกใจนิดๆ ตาโตเบิกกว้าง ทั้งที่ตาก็โตอยู่แล้ว “อะไร…เอิ่ม…มีอะไรเหรอ”

 

เชอร์ล็อกก็พลอยละล่ำละลักเพราะพยายามไขว่คว้าหาเหตุผลอยู่ในอากาศ

 “คดีไง… อยากฟังคดีมั้ย… จะต้องเขียนบล็อกนี่” ทำยังไงได้ เพราะตอนนี้เชอร์ล็อกเจอภาวะสมองขาดเลือด เพราะเลือดไหลไปเลี้ยงสมองล่างหมดแล้ว …. เลยคิดได้แค่นี้แหละ

 

 

“เล่าพรุ่งนี้ก็ได้” จอห์นทำท่าเหมือนยังไงก็จะไปให้ได้ “ฉันไม่รีบหรอก เล่าตอนฉันย้ายกลับมาก็ได้” จอห์นก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นอะไรแต่เป็นมาตั้งแต่เมื่อกี๊แล้ว ทั้งที่ไอ้นี่มันก็เชอร์ล็อกแท้ๆ แล้วท่าทางมันไม่ได้อยากจะไล่เขาออกจากตำแหน่งเพื่อนและคู่หูคนเดียว แม้ว่าจะเพิ่งกลับมาจากบ้านเพื่อนและคู่หูอีกคนก็ตาม…. แล้วจอห์นก็หันหลังกลับไปอีก แต่พอจะก้าวขา เชอร์ล็อกก็ดันออกแรงดึง จนเขาที่ไม่ได้เตรียมตัวล้มลงมานั่งบนเตียง

 

“ไม่ได้!!! ต้องเล่าคืนนี้แหละจอห์น!!!” เชอร์ล็อกทำหน้าจริงจังไปด้วยตื่นเต้นไปด้วยก่อนชะโงกมามองหน้าจอห์นที่นั่งอยู่บนผืนฟูกเดียวกัน

 

จอห์นถอยออกมานิดนึงก่อนจะถาม “ทำไมหละ”

 

เชอร์ล็อกทำหน้าตื่นเต้น “เอ่อๆๆ … พอดีคดีมันน่าเบื่อมาก ฉันเลยต้องลบทิ้งเพราะมันเปลืองที่สมอง”

 

พอเห็นว่าจอห์นไม่ขยับตัวหนีแล้ว เขาก็เขยิบไปซะติดอีกฟากของเตียง แล้วทำตบๆฟูกดังตุบๆ  

“มานั่งใกล้ๆสิ….ฉันเจ็บคออยู่หนะ เลยไม่อยากจะเล่าเสียงดัง” เชอร์ล็อกพูดไปก็พยักหน้าหงึกๆ เหมือนจะบอกจอห์นว่า “มาเร็วๆ ลิ้วๆ”  ในขณะที่มือยังรัวตบอยู่ที่ฟูกไม่หยุด

 

 

 สงสัยคดีจะน่าเบื่อจริงๆ… จอห์นคิดก่อนเขยิบไปใกล้ขึ้น

 

 

เชอร์ล็อกหยิบหมอนที่รองหลังสองใบออกมาหนึ่งยัดไว้ข้างหลังจอห์น แล้วจับจอห์นเอนตัวลง จอห์นก็เอนลงอย่างว่าง่าย เพราะเชอร์ล็อกบอกให้เขาทำอะไรมันก็มักจะดีเสมอ

 

มันสั่งไรก็ทำๆไปเหอะ เดี๋ยวก็ดีเอง มันก็ดีทุกครั้งนี่นา…จอห์นคิด …

 

พอจอห์นเอนเสร็จ เชอร์ล็อกก็ทำหน้าเหมือนนึกไรขึ้นได้อีก….แล้วก็เอามือดันหัวเขาเบาๆให้ตัวเขาลงไปอยู่ในท่านอน เชอร์ล็อกเองก็นอนลงไปด้วย จอห์นก็ได้แต่เหลือกตาดูมือเชอร์ล็อกที่กดหัวเขาเบาๆอยู่อย่างๆงงๆ

 

เอาเหอะ มันอยากให้ทำไรก็ทำๆไป … มันไม่ปลดเราก็บุญแล้ว …..จอห์นบอกตัวเอง…

 

“นอนๆๆ ลงจอห์น ร่างกายฉันยังไม่แข็งแรง…ฉันเล่าจบแล้วจะได้หลับเลย” เชอร์ล็อกปล่อยมือที่กดหัวจอห์นออกทันทีที่จอห์นถึงหมอน เขาเปลี่ยนท่าเป็นนอนตะแคงในจังหวะเดียวกับที่เชอร์ล็อกตะแคงมาหาพอดีทั้งที่ก็ยังสงสัยนิดๆว่ามันบ่นว่าไม่แข็งแรง แล้วเสื้อแสงที่ถอดไปแล้วทำไมไม่รีบเอามาใส่ …

 

เขาทั้งคู่มองกันไปมาแล้วทั้งคู่ก็หลุดหัวเราะออกมาพร้อมๆกัน

 

เชอร์ล็อกยิ้มไปกัดปากล่างตัวเองไป ส่วนจอห์นก็ยิ้มไปเม้มปากไป แล้วตาก็มองไปที่ปลายเท้า เชอร์ล็อกคิดว่าควรจะเริ่มพูดความในใจเสียที…. เกร็งมานานแล้ว น้ำกำลังขึ้น ต้องรีบตัก…

 

 “คืองี้นะ ….” เชอร์ล็อกไม่ทันจะได้พูดอะไร จอห์นก็รู้สึกว่าตัวเองควรจะรีบลุก ทั้งที่เขาเองก็อยากรู้คดีนี้ใจจะขาดแล้ว เพราะถ้าเชอร์ล็อกพลาดท่า แสดงว่ามันต้องมีอะไรสนุกๆแน่นอน แต่สัญชาติญาณมันบอกอะไรก็ไม่รู้ เขาเลยจำต้องทำอย่างนั้น

 

“เอ่อ…จะเล่าใช่มั้ย….ฉันไปเอาคอมมานั่งจดก่อนนะ” พูดไม่ทันขาดคำ เชอร์ล็อกที่ยังไม่ได้ใส่เสื้อ โมโหอะไรก็ไม่รู้ หันหนีเข้าข้างฝาไปเลยทั้งอย่างนั้น

 

จอห์นอ้าปาก แต่ไม่รู้จะพูดอะไรดี ทำไมเชอร์ล็อกมันปัญญาอ่อนแบบนี้??

 

“ไม่ต้องฟังก็ได้จอห์น มันน่าเบื่อ ฉันลบออกหมดแล้ว ไปไหนก็ไป!!!” เชอร์ล็อกพูดด้วยน้ำเสียงเหวี่ยงกระแทกกระทั้น จอห์นก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมต้องโมโหกันด้วย

 

งั้นถ้าไม่เล่าแล้ว…. เขาก็ควรที่จะถามว่าเพื่อนเป็นใคร เพื่อให้แน่ใจว่าตัวเองไม่โดนปลดจริงๆ หรือไม่โดนใครก็ไม่รู้มาแย่งเวลาทำคดีจริงๆ ไม่ได้คิดไปเอง เลยจำเป็นต้องถาม ….

 

…..ทั้งที่ไม่ได้อยากจะยุ่งเรื่องของมันเลย

 

“เชอร์ล็อก…ใครคือวิกเตอร์” จอห์นถามขณะยืนกอดอกอยู่ใกล้ๆเตียง ที่เชอร์ล็อกนอนอยู่แล้วหันหลังให้

 

“ไม่รู้!!!”

 

“ไม่รู้อะไรกัน…ไหนว่ามาจากบ้านเพื่อนไง”

 

“ลืมแล้ว!!!”

 

จอห์นสับสนกับท่าทางผีเข้าผีออกของเชอร์ล็อก แต่เอาเหอะวันนี้เขาเองก็พลอยประหลาดไปด้วยเลยหายกัน …. ยังไงซะ ก็ยังดีที่อย่างน้อยเชอร์ล็อกดูท่าแล้วคงไม่คิดจะเอาใครมาแทนเขาแน่ๆ เพราะถ้ายังโมโหกันได้ แสดงว่ายังแคร์กันอยู่ ส่วนไอ้เรื่องเตียงหายเหมือนไล่ที่เขาจะยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นก็ตาม…

 

จอห์นนึกขึ้นมาแบบนี้แล้วหละก็คิดว่าที่อยากเอามาพูดกับเชอร์ล็อกทันทีที่ถึงบ้าน แต่ไม่กล้าพูดก่อนหน้านี้เพราะเรื่องเพื่อนกับเรื่องเตียงรบกวนจิตใจ ทำให้เขาไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ในสถานะที่จะพูดได้หรือไม่ กลับมาคิดว่าควรจะพูดอีกครั้ง จอห์นค่อยๆลงมานั่งบนเตียง ในตำแหน่งเดิม

 

“ถ้าไม่มีอะไรจะพูด ฉันขอพูดแล้วกัน…. ฉันคิดมานานแล้วหละ แต่ไม่รู้สิว่าพูดแล้วจะฟังฉันเข้าใจมั้ย? มันจะช่วยอะไรได้มั้ย”  เขาก็คิดแบบนั้นจริงๆถึงต้องนอนคิดนานกว่าจะเตรียมมาพูด เพราะตอนแรกกลัวจะเข้าใจผิดคิดไปผิดทาง แต่ในเมื่อเชอร์ล็อกไม่ค่อยสนใจเรื่องรักๆใคร่ๆ เขาเลยกล้าที่จะเตรียมมาพูด

 

เชอร์ล็อกที่หันหลังอยู่เอาหน้าซุกหมอนพยายามสะกดจิตตัวเองให้หลับ จริงๆเขาก็พอทำได้ อย่างน้อยก็หลอกคนอื่นว่าทำได้…แต่พอดีว่าสิ่งมีชีวิตทุกชนิดตอบสนองต่อสิ่งเร้า…. แล้วเสียง กลิ่น ไหนจะรูปรสของจอห์นนี่มันเป็นสิ่งโคตรเร้า เขาจะหลับลงได้ยังไงกัน!!!

 

จอห์นนอนลงข้างๆเชอร์ล็อก จอห์นเขยิบไปใกล้ๆ เพราะท่าทางเชอร์ล็อกก็ไม่ยอมหันมา และไม่อยากตะโกนเพราะเดี๋ยวจะทะเลาะกัน…

 

“เชอร์ล็อก…ต่อไปนี้… ถ้ามีคดีตอนเราทะเลาะกันอยู่ ต่อให้ฉันเป็นฝ่ายโกรธ ไม่ว่าเรื่องร้ายแรงแค่ไหน สัญญาได้มั้ยว่าจะบอกกัน แล้วให้ฉันไปด้วย….หรืออย่างน้อยก็ต้องโทรบอกฉันว่าอยู่ที่ไหน … ส่วนคดีจบเราค่อยกลับมาโกรธกันอีกที”

 

เชอร์ล็อกเงียบ.. จอห์นเลยพูดต่อ ต่อในพาร์ทที่เชอร์ล็อกไม่น่าจะเข้าใจเข้าไปใหญ่ แต่หารู้ไม่ว่าเชอร์ล็อกอยากฟังยิ่งนัก

 

“คือมีเรื่องนึงที่ฉันไม่ได้บอก…ตอนนี้….ฉันอยู่ในช่วงที่ไม่แน่ใจว่าหายโรคซึมเศร้าหรือยังหนะ… ฉันเริ่มเป็นตอนที่เราไม่เจอกัน ฉันเศร้ามากเลยเชอร์ล็อก แล้วเมื่อสองสามวันที่แล้ว ฉันคิดว่าถ้าคราวนี้ตายจริงๆ…ฉันจะทำยังไง….แล้วยิ่งเมื่อกี๊ ตอนฉันนึกว่าใครจะมาแทนฉัน…ฉันกลัวมากเลยรู้มั้ย” จอห์นพูดออกมาหมดเปลือก ทั้งที่เขาไม่คิดว่าเชอร์ล็อกจะเข้าใจ

 

เชอร์ล็อกตะแคงมาหา เขารู้สึกได้ว่าจอห์นมีใจ หรืออย่างน้อยที่สุด ต้องรู้สึกผูกพันกับเขามากกว่าคำว่าเพื่อนแน่ๆ แต่มากกว่าแค่ไหนเขาก็ไม่รู้

 

“ได้สิ” เชอร์ล็อกตอบด้วยสีหน้าที่จอห์นไม่เคยเห็นมาก่อน น้ำเสียงเองก็ไม่เคยได้ยินเชอร์ล็อกพูดกับใครแบบนี้

แต่จอห์นก็ดีใจได้แป๊บเดียวเพราะเพื่อนหยิกพูดต่อไปว่า….

 “เขาไม่ได้มาแทนหรอกจอห์น… เขามาก่อน”

 

เชอร์ล็อกตอบหน้าตาเฉย จอห์นเลยไปไม่เป็น เขาพยายามพูดสั้นให้มีเหตุผลที่สุด เพราะกลัวเชอร์ล็อกจะเข้าใจผิดว่าเขาจะไม่ยอมให้วิกเตอร์เข้ามาทำคดีกับเชอร์ล็อก เพราะจริงๆแล้วเขาเองก็ไม่มีสิทธิ์

 

 “คือเรื่องซึมเศร้านี่ก็ไม่เป็นไรนะ ถ้าเราจากกันอย่างปลอดภัยทั้งคู่ ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง คือตอนทำการทดลองนั่นก็รู้นี่ว่าฉันเป็นห่วง เอ่อ…. คือหมายถึง ไม่มีอันตราย ไปกับฉันหรือวิกเตอร์ก็ไม่มีปัญหาหรอก…ออ คือจะไปกับวิกเตอร์เลยก็ได้ ฉันไม่เป็นไร…. หมายถึงถ้าสนใจอะนะ แต่ไม่สนใจก็เข้าใจว่ามันปกติอยู่แล้วนี่ ปกติก็ไม่ค่อยสนใจ…”

 

ชัดเลยยย….. เชอร์ล็อกคิด…. จริงๆก็ไม่ใช่คำพูดวนๆของจอห์นหรอกที่ทำให้เขามั่นใจ แต่ไอ้ความน้อยเนื้อต่ำใจแบบนี้ เขาก็เคยรู้สึกกับจอห์นเหมือนกัน

 

เรารักกันแน่ๆแล้วสินะ เชอร์ล็อกกระหยิ่มในใจ เขารู้สึกเหมือนมีทุ่งดอกไม้บานอยู่ในอก

 

“เพิ่งรับเป็นเพื่อนหนะ แต่ไม้ต้องห่วงหรอกจอห์น ถึงมันจะเป็นเพื่อน แต่ฉันก็ยังมีเพื่อนที่ฉันคิดว่าสนิทใจและคู่หูแค่คนเดียว” เชอร์ล็อกพูดจบ ก็ค่อยๆ ขยับเข้าไปใกล้จอห์นมากขึ้นจนหน้าเกือบติดกัน ก่อนจะเอามือลูบผมจอห์นเบาๆ จอห์นเองก็เริ่มสับสนว่าวิกเตอร์เป็นเพื่อนในเฟซบุคหรือไง ถึงได้เพิ่งมารับเป็นเพื่อน??  แต่ด้วยความที่บอกว่ามีเขาคนเดียว ยังไงก็ไม่โดนปลด จอห์นเลยขี้เกียจสนใจอย่างอื่น…

 

“ฉันมีความรู้สึกนี้ให้คนแค่คนเดียว….ฉันไม่เคยรู้สึกแบบนี้กับใครเลยจอห์น…แล้วคงไม่มีวันมีให้ใครแบบนี้ได้อีก” เชอร์ล็อกพูดแล้วน้ำตาคลอๆอย่างไม่มีเหตุผล จอห์นรู้สึกว่าเชอร์ล็อกตอนนี้หล่อมาก อย่างไม่ต้องพึ่งรูปร่างหน้าตา แล้วจอห์นก็ค่อยๆสัมผัสมือที่ลูบผมของเขาช้าๆ

 

“ฉันก็เหมือนกัน” จอห์นตอบไปเพราะคิดว่ามันก็ไม่เสียหายอะไรที่จะบอกว่าเขาให้ความสำคัญกับคู่หูตัวเองแค่ไหน

 

เชอร์ล็อกขยับหน้าเข้ามาใกล้ๆ แล้วก็เริ่มทำท่าเหมือนสูดดมกลิ่นจากคอ ไรผม แล้วเลื่อนหน้าลงไปที่แผ่นอกของเขา จอห์นรู้ดีว่าเชอร์ล็อกกำลังจะทำอะไร เพราะตงิดๆมาตั้งแต่เมื่อกี๊แล้วว่าจะดึงจะรั้งอะไรเขานักหนา แต่เพราะเขากำลังตื่นเต้น ไม่เคยเห็นมุมนี้ของเชอร์ล็อกมาก่อน เลยอดไม่ได้ที่จะมองอย่างสนใจ  

 

เชอร์ล็อกเงยหน้ามาสบตาเขาอย่างอ่อนโยน แววตาเหมือนคนกำลังถูกใจอะไรสักอย่าง ก่อนเชอร์ล็อกจะเอานิ้วยาวๆบนมือใหญ่ๆทั้งสองข้างกอบหน้าของเขา แล้วเอาจมูกถูทั่วใบหน้าจนจอห์นต้องหลับตา จมูกของเชอร์ล็อกหยุดอยู่ที่โหนกคิ้ว มองเขาด้วยสีหน้าแววตาไม่ค่อยสบอารมณ์ ก่อนดึงจัมเปอร์ที่เขาใส่อยู่พรวดเดียวออกทางหัว

 

 “ดมทำไมหนะเชอร์ล็อก” จอห์นลูบผมเชอร์ล็อกที่ซบอยู่ที่หน้าอกเขาเบาๆ จริงๆก็อยากลองลูบเล่นมานานแล้วหละ...

 

“ถ้ากินก็ตายสิจอห์น” เชอร์ล็อกตอบแล้วใช้ริมฝีปากสัมผัสจุดยุทธศาสตร์

 

…ประตูเมืองไม่แตกให้รู้ไป…

 

จอห์นค่อยๆลืมตามองเชอร์ล็อกเริ่มลองกัดเบาๆที่ต้นแขนเขาถี่ๆเพราะมันจั๊กกะจี๋ เขาเองก็เพิ่งเคยเจออะไรแบบนี้เหมือนกัน เขาไม่เคยทำแบบนี้กับเพศเดียวกัน... และไม่เคยมีอะไรกับสาวที่เขาไม่ได้เดทด้วยมาก่อน แต่หัวสมองเขาล้าเต็มที …. เชอร์ล็อกดึงกางเกงของเขาออกก่อนถอดของตัวเองออกพร้อมชุดชั้นในแล้วโยนไปอย่างไม่สนใจที่ปลายเตียง…

 

ลองดูก็ดีเหมือนกันนะ… จอห์นคิด

 

เพราะไหนๆก็มาถึงขั้นนี้กันแล้ว ถ้าปัดป้องไปก็เท่านั้นแหละพรุ่งนี้ก็จะย้ายกลับมาอยู่ด้วย เดี๋ยวอยู่กันไปอยู่กันมาก็คงต้องโดนสักวันแหละ…อย่างน้อยถ้าไม่ชอบ…จะได้บอกคนอื่นได้เต็มปากว่าไม่ใช่เกย์…ส่วนเชอร์ล็อกถ้าลองแล้วไม่ชอบก็คงลบความทรงจำได้….

 

….ก็ไม่มีอะไรเสียหายนี่นา

 

แค่บุ๋มๆเอง….

 

ดังนั้น…ไม่ยอมวันนี้กับยอมตอนนี้เลยก็มีค่าเท่ากันนั่นแหละ…

 

จอห์นสรุปความคิดรวบยอด ขณะที่ตัวเขาอยู่ในท่าเตรียมพร้อม คล้ายๆนักวิ่งกำลังเข้าที่

 

จริงๆก็ท่านั้นแหละตามตัวอักษร…

 

เขารู้สึกเย็นไปถึงข้างในทันทีที่เชอร์ล็อกค่อยๆใส่นิ้วที่ชุ่มไปด้วยเจลเข้ามา

 

แล้วนิ้วเชอร์ล็อกมันเล็กซะเมื่อไหร่….

 

……เชอร์ล็อกโค้งตัวลงไปทาบกับร่างของจอห์นพอดี ดีเลยจอห์นหายต